โรคจิตเภทคืออะไร
โรคจิตเภทเป็นโรคทางจิตเรื้อรังซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ
ความคิด[thinking} ความรู้สึก{feeling} และพฤติกรรม
สาเหตุ
เป็นโรคทางพันธุกรรมทำให้มีการพัฒนาของระบบประสาทผิดปกติ
เมื่อมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมก็เกิดโรคนี้ ได้แก่
การที่เกิดขาอออกซิเจนในระหว่างการคลอด
มารดาเป็นไข้ในตั้งครรภ์ไตรมาสที่2
มารดาเป็นไข้หวัดใหญ่ในขณะตั้งครรภ์
อาการแสดง
อาการแสดงจะแบ่งเป็นสองระยะได้แก่
อาการนำก่อนป่วย[prodome] อาการนำก่อนป่วยในผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางคนอาการชัด บางคนอาการไม่ชัดอาการนำมักจะเกิดขณะวัยเรียน
อาการนำอาจจะมีอาการเป็นเดือนก่อนเกิดปรากฏอาการทางจิต แยกตัวเล่น ไม่ยุ่งกับใครแปลกประหลาด
ไม่สามารถปฏิบัติตนให้สมบทบาทได้ เช่นบทบาทของการเป็นเพื่อน ลูกไม่ดูแลตัวเอง
เช่นไม่อาบน้ำหรือหวีผม
บุคลิกเปลี่ยนจนเพื่อนสังเกตเห็น
-มีความคิดแปลกๆ
-ห่วงใยรูปร่างหน้าตา
ชอบดูกระจก กลัวผิดปกติ
-มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม
อาการทางจิต
ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแตกต่างกันได้มาก แม้แต่ผู้ป่วยคนเดียวกัน
ต่างเวลาอาการของเขาก็อาจจะแตกต่างกันอาการที่ทำให้ผู้ป่วยพบแพทย์
อาการทางจิต ผู้ป่วยจะมีอาการ
-ประสาทหลอน เช่น
หูแว่ว ตาฝาด
-ระแวง กลัวคนทำร้าย
คิดว่ามีคนสะกดรอยตามปองร้าย แปลความหมายเหตุการณ์รอบตัวผิดจากความเป็นจริง
เช่นเพื่อนลูปหน้าแปลว่าหน้าด้านไม่รู้จักอาย อาละวาด ทำลายข้าวของ พยายามฆ่าตัวตาย
หรือทำร้ายผู้อื่นความสามารถในการดำเนินชีวิตเสื่อมลง การเรียนเลวลง หรือเรียนไม่ได้การงานบกพร่อง
ทำงานไม่ได้เท่าที่เคยทำ เกียจคร้านความสัมพันธ์กับบุคลอื่นไม่ราบรื่น
เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ระแวง คิดแปลเจตนาของผู้อื่นในทางลบ หงุดหงิดไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง
ไม่อาบน้ำ ไม่แต่งตัวให้เรียบร้อย ไม่หวีผม ห้องนอนสกปรก ผู้ป่วยบางรายมาหลังจาก
-ดื่มเหล้ามาก
-ใช้สารเสพติด
-การป่วยทางกาย
ลักษณะทั่วไป
ผู้ป่วยจะมีกริยาท่าทางประหลาด
แต่งตัวไม่เรียบร้อย สกปรก มีกลิ่นเหมือนไม่อาบน้ำแปรงฟัน การเคลื่อนไหว
บางคนหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว เคลื่อนไหวน้อย หรือไม่อยู่นิ่ง ลุกลน
พฤติกรรมทางสังคม เก็บตัว แยกตัว
หรือวุ่นวายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ควร
การพูดมีหลายแบบ พูดจาได้ความดี
พูดไม่รู้เรื่อง พูดน้อย หรือไม่พูดเลย
อารมณ์ บางคนสีหน้าราบเรียบ
ไม่แสดงอารมณ์อะไร บางรายสีหน้าไม่สอดคล้องกับเรื่องราวที่พูด และบางรายสีหน้าปกติ
ความคิด Though
ผู้ป่วยบางรายไม่มีความคิดออกมาเลย
บางรายมีความคิดหลั่งไหลออกมารวดเร็วและบางคนคิดเหมือนคนปกติ
ความคิดมักจะไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนเรื่องก่อนที่เรื่องกำลังกล่าวจะจบ มีอาการหลงผิด
เช่นหวาดระแวงว่าคนจะทำร้าย หูแว่ว ตาฝาด และประสาทหลอน
และมักจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารทั้งการรับและการส่ง เช่นโกรธอย่างรุนแรงโดยไม่มีเหตุผลหรือเฉยไม่ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วย
การดำเนินของโรค
ผู้ป่วยจะเริ่มด้วยอาการนำ แล้วตามมาด้วยอาการของโรคอาจจะเกิดแบบเฉียบพลัน
หรือค่อยเป็นค่อยไป อาการสงบลงสลับกับกำเริบขึ้นอีกเป็นครั้งคราว
ผ่านไปหลายปีอาจจะมีอาการหลงเหลืออยู่เช่นเดียวกับอาการนำ
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโดยอาการเป็นสำคัญ
ผู้ป่วยมีลักษณะดังต่อไปนี้
-มีพฤติกรรมที่ผิดปกติ
-ป่วยเรื้อรัง
-ความสามารถในการดำรงชีวิตเสื่อมถอย
เช่น ทำงานไม่ได้ พึ่งตนเองไม่ได้
-เมื่อป่วยแล้วไม่หายเป็นปกติเหมือนก่อนป่วย
ต้องวินิจฉัยแยกโรคต่อไปนี้
-Bipolar disorder โรคนี้เวลาหายจะเหมือนคนปกติ
การป่วยบางครั้งเป็นโรคจิตเพราะพิษสุรา หรือสารเสพติด เช่น ยาบ้า กัญชา
ยาลดความอ้วน โรคทางกาย
เช่น SLE โรคลมชัก โรคเนื้องอกในสมอง
การรักษา ทำได้ 3 ทางด้วยกัน
รักษาอาการให้หาย
เป็นการใช้ยาในการรักษายาที่ใช้ได้แก่
-Haloperidol
-Resperidone
-Clozapine
การป้องกัน
ป้องกันมิให้กลับเป็นซ้ำ หากกินยาสม่ำเสมอการกำเริบจะน้อย
สาเหตุที่กำเริบคือการถูกตำหนิติเตียนเป็นประจำ การป้องกันไม่ให้โรคกำเริบคือ
-กินยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง
-อย่าบ่นว่า ตำหนิ
วิจารณ์ซ้ำซาก
-สิ่งที่สำคัญในการรักษาคือผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีแนวโน้มในการฆ่าตัวเองสูง
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวเองสูงมีลักษณะดังต่อไปนี้
-ญาติและผู้ป่วยคาดในความสำเร็จสูง
-ปรับตัวรับสภาพโรคจิตไม่ได้
-ช่วงเวลาที่ต้องระวังในการฆ่าตัวเองคือ ขณะที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาล ระยะ 6
เดือนหลังออกจากโรงพยาบาล มีการสูญเสีย เช่นหย่า ตกงาน เปลี่ยนแพทย์ผู้รักษา
อาการดีขึ้นหลังจากป่วยหนักและรู้ว่าตัวเองเป็นโรคจิต
-สัญญาณบ่งบอกว่าจะฆ่าตัวตาย
-ผู้ป่วยมีความคิดฆ่าตัวเอง
-มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ
-มีแรงกดดันผู้ป่วยมากได้แก่ ขาดที่พึ่ง ตกงาน ญาติโกรธ ถูกไล่ออกจากบ้าน
-อาการกำเริบ หูแว่ว หวาดกลัว รู้สึกมีคนปองร้าย
-หมอโกรธ
ฟื้นฟูจิตใจและฝึกอาชีพ เนื่องจากผู้ป่วยพลาดการเล่าเรียน
และการเรียนรู้ชีวิต การต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค
ทางครอบครัวและผู้รักษาต้องประคับประคองให้เขาเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา และการฝึกอาชีพ
ที่มา http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/neuro/psy/schizophrenia/schizo.htm#.VvVU8x1qO
ปัญญาอ่อน(Mental
Retardation)
ปัญญาอ่อน
คือสภาวะที่เชาวน์ปัญญาต่ำกว่าปกติ
ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดหรือในวัยเด็ก ทำให้การเรียนรู้ การปรับตัวในสังคม
ซึ่งหมายถึงการสามารถพึ่งตนเองและความสามารถรับผิดชอบต่อสังคมตามควรแก่วัยหรือตามที่สังคมของตนหวังไว้บกพร่องไป
รวมทั้งการพัฒนาทางบุคลิกภาพ ก็ไม่เจริญสมวัย
ทั้งมักพบความผิดปกติในอารมณ์ร่วมด้วย ความรุนแรงของโรคคิดตามระดับ IQ
IQ ของคนปกติได้มีผู้ศึกษาหามาตรฐานไว้แล้วว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
๑๐๐ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) เท่ากับ ๑๕
คนที่จัดว่าเป็นปัญญาอ่อนคือ คนที่ระดับ IQ ต่ำกว่า IQ
เฉลี่ยมากกว่า ๒ เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ IQ ต่ำกว่า ๑oo-(๒ X ๑๕) เท่ากับ
๗๐ ที่เลือก IQ ๗๐ เป็นขอบเขตสูงสุดของปัญญาอ่อน เพราะคนที่ IQ
ตั้งแต่ระดับนี้ลงมาจะต้องการการดูแลและการคุ้มครองเป็นพิเศษกว่าเด็กอื่น
โดยเฉพาะในวัยเข้าโรงเรียน IQ ต่ำกว่า ๕๐ ถือว่าเชาวน์ปัญญาต่ำมาก
และเป็นพวกที่มีความผิดปกติในสมองร่วมด้วยเป็นส่วนใหญ่
ตามการจำแนกโรคของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันครั้งที่
๓ ค.ศ. ๑๙๘๐ หรือ DSM-III จะจัดบุคคลอยู่ในกลุ่มปัญญาอ่อนเฉพาะเมื่ออาการของโรคเกิดก่อนอายุ
๑๘ ปีเท่านั้น ในกรณีที่ลักษณะของปัญญาอ่อนปรากฎเป็นครั้งแรกหลังอายุ ๑๘ ปี
ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น dementia และคนที่แสดงอาการของปัญญาอ่อนก่อนอายุ
๑๘ ปี แต่เคยมีเชาวน์ปัญญาปกติมาก่อน ควรวินิจฉัยว่าเป็นทั้ง dementia และปัญญาอ่อน
ระบาดวิทยา
พบอุบัติการของปัญญาอ่อนประมาณร้อยละ
๑ ของประชากร (dsm-iii) บางตำราว่าสูงถึงร้อยละ
๒-๓ เพศชายพบมากกว่าเพศหญิง สัดส่วนเพศชายต่อเพศหญิงประมาณ ๒ ต่อ ๑
พบในคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำมากกว่าคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูง
และมักเป็นคนที่อยู่ในชนบทร้อยละ ๑๗ ของผู้ป่วยมีประวัติครอบครัวเป็นปัญญาอ่อนด้วย
(Ingram และคณะ
ค.ศ. ๑๙๙๖)
สาเหตุ
๑. ปัจจยทางชีววิทยา พบได้ร้อยละ
๒๐-๒๕ ของผู้ป่วยปัญญาอ่อน ที่พบบ่อยคือ ความผิดปกติของโครโมโซมและเมตาบอลิส์ม
ได้แก่ Down’s syndrome และ Phenylketonuria ในรายเหล่านี้มักจะวินิจฉัยได้ตั้งแต่เกิด หรือตั้งแต่ยังเล็กมาก
ความรุนแรงของโรคจะอยู่ระหว่างปัญญาอ่อนขนาดปานกลางถึงขนาดรุนแรง
และพบในคนทุกระดับเศรษฐกิจสังคม
ในแม่ที่ดื่มสุราจัดขณะตั้งครรภ์ทารกอาจปัญญาอ่อนได้
ปัจจัยทางชีววิทยาจำแนกเป็น
๑.๑ ความผิดปกติในโครโมโซม เช่น Downs syndrome หรือ Mongolism, Turners
syndrome และ Klinefelter’s syndrome
๑.๒ การติดเชื้อหรือสภาวะเป็นพิษ (intoxication) ในมารดา ได้แก่ โรค Rubella,
Toxoplasmosis, Syphilis, Cytomegalic inclusion body disease และ Toxemia
pregnancy (ภาวะครรภ์เป็นพิษ)
๑.๓
การติดเชื้อหรือสภาวะเป็นพิษในทารก ได้แก่ การติดเชื้อชนิดต่างๆ ของสมองและเยื่อหุ้มสมอง
Kernicterus และ Post-immunization
๑.๔
ความผิดปกติในเมตาบอลิสม์และโภชนาการ ได้แก่ โรค Lipoidoses,
Phenylketonuria, galactosemia, Hypothyroidism (cretinism) และการขาดอาหาร
๑.๕
ความกระทบกระเทือนต่อสมองจากการคลอด เช่น การกระทบกระเทือนจากเครื่องมือที่ช่วยการคลอด
ภาวะขาดอ๊อกซิเจน (asphyxia)
๑.๖ ความบกพร่องของระบบประสาท ได้แก่ Sturge-Weber syndrome, Tuberous sclerosis (epiloia),
Laurence-Moon-Biedle syndrome
๑.๗ ความบกพร่องของกระดูก ได้แก่ Genetic microcephaly, Hypertelolism และ Oxycephaly
๑.๘ การคลอดก่อนกำหนด (prematurity)
๒. ปัจจัยทางจิต-สังคม (psychosocial factor) หมายถึง
พวกที่ไม่พบสาเหตุทางชีววิทยาชัดIจน IQ ของผู้ป่วยที่เกิดจากปัจจัยนี้จะต่ำไม่มาก คือ อยู่ระหว่าง ๕๐-๗๐
และมักจะสังเกตได้เมื่อเข้าโรงเรียน พบในพวกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำมากกว่า
และมีประวัติปัญญาอ่อนในครอบครัวด้วย
ปัจจัยนี้ประกอบด้วย
๒.๑
การขาดความสัมพันธ์กับสังคมหรือสิ่งแวดล้อม (psychosocial or
environmental deprivation) แบบต่างๆ เช่น การขาดการสังคม
ไม่ได้รับการสอน ไม่ได้ยินได้ฟัง หรือขาดการกระตุ้นทางเชาวน์ปัญญา
๒.๒ หลังการเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรง
๓. เกิดจากทั้ง ๒ ปัจจัยร่วมกัน เช่น
เกิดความผิดปกติทางชีววิทยาและขาดการกระตุ้นทางเชาวน์ปัญญาด้วย
การจำแนกปัญญาอ่อนตามความรุนแรงของอาการ
เป็น ๔ ขนาด
๑. ขนาดน้อย (Mild mental retardation) IQ = ๕๐-๗๐
๒. ขนาดปานกลาง (Moderate mental retardation) IQ = ๓๕-๔๙
๓. ขนาดรุนแรง (severe mental retardation) IQ = ๒๐-๓๔ ๔.
ขนาดรุนแรงมาก (Profound mental retardation) IQ ต่ำกว่า ๒๐
ลักษณะทางคลีนิค
ผู้ป่วยพวกนี้จะมีความสามารถในการเรียนรู้ด้อยกว่าเด็กปกติ
พึ่งตนเองไม่ค่อยได้ รับผิดชอบต่อสังคมได้น้อยกว่าที่ควรจะทำได้ตามวัยของตน
และการเจริญทางบุคลิกภาพและอารมณ์ ไม่สมวัย
นอกจากนั้นยังมักพบปัญหาโรคจิต
โรคประสาทร่วมด้วย อาจมีปัญหาทางพฤติกรรม เช่น หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว temper tantrum, stereotyped movement หรือ hyperactivity
และบ่อยๆ ที่มีความผิดปกติของระบบประสาทโดยเฉพาะในพวกที่เป็นรุนแรง
เช่น หูหนวกหรือ สายตาไม่ดี ชัก หรือ cerebral palsy ยิ่งกว่านั้นการพัฒนาทางร่างกายยังช้าด้วย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถทำอะไรได้ตามลำพัง
เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการช่วยเหลือในด้านการเงินอยู่เสมอ
ข. ขนาดปานกลาง พบประมาณร้อยละ ๑๒
ของพวกปัญญาอ่อน (dsm-iii) ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถฝึกอบรมได้
ในวัยเก่อนเข้าโรงเรียนเขาจะสามารถพูดหรือติดต่สื่อสารกับผู้อื่นได้
แต่จะไม่รู้ว่าอะไรควรหรืออะไรไม่ควรตามที่สังคมเขาถือกัน
อาจฝึกให้ทำงานและดูแลตัวเองได้ เมื่อมีผู้แนะนำ เรียนได้เพียงชั้นประถมปีที่ ๒
สามารถเดินทางไปในที่ๆ คุ้นเคยได้ตามลำพัง
ในวัยผู้ใหญ่อาจทำงานที่ไม่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ
หรืองานที่ไม่ต้องอาศัยความชำนาญเลยได้ แต่ต้องมีผู้แนะนำใกล้ชิด
ค. ขนาดรุนแรง พบประมาณร้อยละ ๗
ของพวกปัญญาอ่อน (dsm-iii) ในวัยก่อนเข้าโรงเรียนจะพบการพัฒนาทางการเคลื่อนไหวและการพูดช้า
ภาษาพูดก็ไม่สื่อความหมาย
ในวัยเข้าโรงเรียนอาจเรียนที่จะพูดและฝึกเกี่ยวกับอนามัยเบื้องต้นได้
แต่ไม่สามารถฝึกอาชีพ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่อาจทำงานง่ายๆ ได้ถ้ามีผู้แนะนำใกล้ชิด
ง. ขนาดรุนแรงมาก พบประมาณร้อยละ ๑
ของผู้ป่วยปัญญาอ่อน (dsm-iii) การพัฒนาทางระบบ
sensorimotor ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะน้อยมาก
ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งเสริมการพัฒนาของเด็กอย่างสูง
และการดูแลอย่างสม่ำเสมอในวัยก่อนเข้าโรงเรียน
อาจมีการเจริญทางการเคลื่อนไหวมากขึ้น แต่ฝึกให้ช่วยตัวเองได้น้อยมาก
ภาษาพูดบางอย่างและการเคลื่อนไหว อาจจะเกิดเมื่อถึงวัยผู้ใหญ่
เพราะฉะนั้นเด็กพวกนี้อาจช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
ที่มา
โรคประสาท(Neurotic Disorders)
โรคประสาทเป็นความผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่งซึ่งไม่รุนแรงขนาดโรคจิต
และไม่พบว่าเกิดจากสาเหตุทางร่างกาย ผู้ป่วยยังมีความรู้จักตน และรับรู้สิ่งต่าง ๆ
ตามความเป็นจริง พฤติกรรมยังเป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นที่ยอมรับของสังคม
โรคประสาทเกิดจากการปรับอารมณ์ได้ไม่ถูกต้องเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในจิตใจ
อาการแสดงที่สำคัญ คือ ความวิตกกังวลมากเกินไป อาการหวาดกลัวที่ไม่สมเหตุผล
อาการซึมเศร้า และอาการย้ำคิคย้ำทำ ฯลฯ เป็นต้น
ระบาดวิทยา
อุบัติการของโรคนี้สูงที่สุดในจำนวนความผิดปกติทางจิตทั้งหมด
แต่อัตราจะแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรมและสังคม
และขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์การวินิจฉัยโรคของจิตแพทย์ด้วย การศึกษาในเมืองๆ
หนึ่งของประเทศอังกฤษ พบว่าประชาชนเป็นโรคประสาทถึงร้อยละ ๔๕.๗ (Taylor และ Chave ค.ศ. ๑๙๖๔)
ในประเทศไทยก็เช่นกัน จากการสำรวจของศาสตราจารย์นายแพทย์ จิระ สีตสุวรรณ และคณะ ที่อำเภอบางกอกน้อย
จังหวัดกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖
โดยสุ่มสำรวจจากจำนวนประชากรชายหญิงที่อยู่ในวัยครองเรือน ๔๐๐ คน
จากประชากรทั้งหมด ๑๓๑,๔๑๙ คน พบอุบัติการของโรคนี้ถึงร้อยละ
๒๓ และในผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่ โรงพยาบาลทั่วไปพบว่าเป็นโรคประสาทร้อยละ ๓๐-๔๐
ของผู้ป่วยทั้งหมด (Kolb ค.ศ. ๑๙๗๗) โรคประสาท
แบบที่พบบ่อยที่สุด คือ แบบวิตกกังวล (Anxiety states) และแบบซึมเศร้า
(Neurotic
depression) แบบที่พบรองลงมาคือ
แบบฮีสทีเรีย (Hysteria) และแบบย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-
compulsive disorders)
สาเหตุ
โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง
แต่เชื่อว่าอาจเกิดจาก
๑. ปัจจัยทางจิตวิทยา
เชื่อว่าโรคประสาทเกิดจากปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาทางบุคลิกภาพ ซึ่งได้แก่
การอบรมเลี้ยงดู ประสบการณ์ในวัยเด็ก และลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลนั้น
กับปัญหาและความกดดันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่แล้วลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลและประสบการณ์ในวัยเด็ก
จะมีความสำคัญในการเกิดโรคมากกว่าปัญหาในปัจจุบัน
สิ่งหลังนี้มักเป็นเพียงปัจจัยกระตุ้นมากกว่าจะเป็นสาเหตุ
ลักษณะของโรคมีความสัมพันธ์กับชนิดของบุคลิกภาพของบุคคลผู้นั้น เช่น
โรคประสาทแบบฮีสทีเรียมักพบในคนที่มีบุคลิกภาพแบบฮีสทีเรีย
หรือโรคประสาทแบบย้ำคิดย้ำทำมักพบในคนที่มีบุคลิกภาพแบบเจ้าระเบียบหรือสมบูรณ์แบบเป็นต้น
๒. ปัจจัยทางการเรียนรู้
จากความรู้ในปัจจุบันทำให้ทราบว่า
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างอาจเกิดจากการถูกจัดเป็นเงื่อนไข (conditioned) จากการถูกส่งเสริมพฤติกรรม (operant
conditioning) หรือจากการลอกเลียนลักษณะ (modeling) ที่ไม่เหมาะสมของบุคคลอื่น ตัวอย่างเช่น
คนที่เคยวิตกกังวลจากการปรากฏตัวหน้าชั้นเรียนบ่อยๆ เนื่องจากถูกเพื่อนดูถูก
หรือโห่ จะเกิดความวิตกกังวลเมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อน
แม้ว่าเพื่อนจะไม่ได้ดูถูกหรือโห่อีกต่อไป
ทั้งนี้เพราะความกังวลที่เกิดจากการกระทำของเพื่อนถูกจัดเป็นสภาพเงื่อนไขกับเพื่อนๆ
ซึ่งในเวลาต่อมาความกังวลนี้จะแผ่ขยายจากเพื่อนไปสู่คนอื่นๆ อีก
ทำให้กลายเป็นคนวิตกกังวลเมื่อต้องมีความสัมพันธ์หรือต้องอยู่ใกล้กับคนอื่น
วิธีเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแบบนี้เรียก classical conditioning นอกจากนั้นในบางครั้งเมื่อเกิดความวิตกกังวล
จะมีผู้เห็นอกเห็นใจหรือให้ความ ช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆ
พฤติกรรมนั้นจะค่อยๆ กลายเป็นนิสัย คือ
จะกลายเป็นคนวิตกกังวลง่ายเมื่อประสบกับปัญหาต่างๆ และประการสุดท้ายการที่ได้พบเห็นบุคคลใกล้ชิดมีลักษณะวิตกกังวลง่ายอยู่เป็นประจำ
ก็อาจทำให้คนๆ นั้นลอกเลียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้
กลายเป็นคนวิตกกังวลง่ายเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชีวิตเช่นกัน
นอกจากความวิตกกังวลในสิ่งหนึ่งอาจแผ่ขยายไปยังสิ่งอื่นซึ่งมีความคล้ายคลึงกันแล้ว
ยังอาจแผ่ขยายไปยังสิ่งอื่นที่มีความหมายเป็นสัญญลักษณ์ต่อกัน
และเปลี่ยนไปกังวลหรือกลัวในสิ่ง
นั้นแทน เช่น
ความวิตกกังวลหรือกลัวบิดา อาจกลายเป็นความวิตกกังวลหรือกลัวศาลพระภูมิ
ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์กับบิดา ความกังวลต่ออวัยวะเพศชาย
อาจกลายเป็นความกังวลต่อกระบอกปืน ไส้กรอก ฯลฯ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของอวัยวะเพศชาย
ทำให้เกิดโรคประสาทแบบหวาดกลัวได้
๓. ปัจจัยทางชีววิทยาและกรรมพันธุ์
พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคประสาทบางแบบ เช่น โรคประสาทแบบวิตกกังวล
และแบบย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น
การจำแนกโรค
โรคประสาทแบ่งเป็นแบบต่างๆ
ตามการจำแนกโรคสากลขององค์การอนามัยโลก ค.ศ. ๑๙๗๘ หรือ ICD-9 ได้ดังนี้
๑. Anxiety
states (โรคประสาทแบบวิตกกังวล)
๒. Hysteria
(โรคประสาทแบบฮีสทีเรีย)
๓. Phobic
state (โรคประสาทแบบหวาดกลัว)
๔. Obsessive
compulsive disorders (โรคประสาทแบบย้ำคิดย้ำทำ)
๕. Neurotic
depression (โรคประสาทแบบซึมเศร้า)
๖. Neurasthenia
(โรคประสาทแบบ neurasthenia)
๗. Depersonalization
syndrome (โรคประสาทแบบ depersonalization)
๘. Hypochondriasis
(โรคประสาทแบบ hypochondriasis)
๙. Other
and unspecified neurotic disorders
ตามการจำแนกโรคของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันครั้งที่
๓ ค.ศ. ๑๙๘๐ หรือ DSM-III ได้แยกโรคประสาทออกเป็นโรคใหม่
ได้แก่
โรคประสาทแบบวิตกกังวล
โรคประสาทแบบหวาดกลัว และโรคประสาทแบบย้ำคิดย้ำทำ จัดอยู่ในพวก Anxiety disorders
โรคประสาทแบบฮีสทีเรียชนิดที่มีอาการทางกาย
(conversion) และโรคประสาทแบบ hypochondriasis จัดอยู่ในพวก Somatoform disorders
โรคประสาทแบบฮีสทีเรียชนิดที่มีอาการทางเพศ
และโรคประสาทแบบหวาดกลัวซึ่งความหวาดกลัวเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ จัดอยู่ในพวก Psychosexual disorders
โรคประสาทแบบฮีสทีเรียชนิด dissociative และโรคประสาทแบบ depersonalization
จัดอยู่ในพวก Dissociative disordersและโรคประสาทแบบซึมเศร้า
จัดอยู่ในพวก Affective disorders
ที่มา
http://www.healthcarethai.com/โรคประสาทneurotic-disorders/
Psychophysiologic disorder
ความผิดปกติทางสรีรวิทยาเนื่องจากปัจจัยทางจิต
ความผิดปกติทางสรีรวิทยาเนื่องจากปัจจัยทางจิต
เป็นอาการหรือความผิดปกติทางสรีรวิทยาของร่างกายแบบต่างๆ
อันเกิดจากปัญหาทางจิตใจเป็นต้นเหตุ
โดยขบวนการเกิดอาการจะผ่านทางระบบประสาทอัตโนมัติหรือระบบ neuroendocrine และในผู้ป่วยแต่ละรายหรือในการป่วยแต่ละครั้งมักจะเกิดอาการกับอวัยวะหรือระบบของอวัยวะเดียว
อาการหรือความผิดปกติทางสรีรวิทยาดังกล่าวไม่ถึงขนาดที่ทำให้เกิดการทำลายต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย
ในกรณีที่เป็นมากขนาดมีการทำลายเนื้อเยื่อหรือโครงสร้างของร่างกายด้วย
ปัจจุบันเราจัดอยู่ในกลุ่มโรค “ปัญหาทางจิตใจที่เกิดร่วมกับโรคทางร่างกาย”
(Psychic factors associated with diseases classified elsewhere)
เพราะฉะนั้นปัญหาทางจิตใจที่เกิดร่วมกับโรคทางร่างกายจึงหมายถึง
ความผิดปกติทางจิตใจหรือปัจจัยทางจิตใจแบบใดแบบหนึ่ง
ซึ่งคิดว่าจะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคทางร่างกายที่เกิดขึ้น และโรคทางร่างกายนั้นจะพบการทำลายของเนื้อเยื่อหรือโครงสร้างของอวัยวะด้วย
จึงควรจะตรวจหาพยาธิสภาพของโรคได้
ความผิดปกติทางจิตใจนี้มักจะน้อยและไม่มีลักษณะเฉพาะ
รวมทั้งไม่สามารถจัดเขากับโรคทางจิตใจโรคอื่นๆ ได้
ระบาดวิทยา
พบบ่อยในวัยกลางคน
ในคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจปานกลาง และในคนที่ชอบเก็บอารมณ์ (Kolb ค.ศ. ๑๙๗๗)
สาเหตุ
ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอน
แต่เชื่อว่าอาจเกิดจาก
๑. ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม Donnison สังเกตผู้ป่วย ๑,๘๐๐
คนที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศเคนยา
พบว่าไมมีโรคความดันโลหิตสูงเลย เขาจึงคิดว่าการดำเนินชีวิตของชาวอาฟริกันซึ่งมีความตึงเครียดน้อย
เพราะวัฒนธรรมของเขามั่นคงและเหมาะกับความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของเขา
คงเป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงต่ำกว่าที่อื่น (Donnison
ค.ศ. ๑๙๓๘) อีก ๑๐ ปีต่อมา ก็มีผู้สนันสนุนความคิดเห็นของ Donnison
เพราะพบว่าอัตราการเกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคเบาหวาน
โรคของเส้นเลือดโคโรนารี่ และโรคความดันโลหิตสูงในชาวเมืองสูงกว่าในชาวชนบท (Halliday
ค.ศ. ๑๙๔๙) นอกจากนั้น การศึกษาของคนอื่นๆ ยังยืนยันว่า
สภาพสังคมซึ่งขาดความมั่นคงอย่างมากจะทำให้ประชาชนต้องปรับตัวมากเกินไปและเกิดความตึงเครียดทางอารมณ์อย่างเรื้อรังซึ่งทำลายสุขภาพ
โดยทำให้เกิดความผิดปกติทางสรีรวิทยาดังที่กล่าวข้างต้น (sack ค.ศ. ๑๙๘๐)
๒. การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิต Holmes และ Rahe ได้สร้างแบบสำรวจการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิต
เช่น การตั้งครรภ์ การย้ายที่อยู่ การเปลี่ยนงาน และการหย่าจากคู่สมรส ฯลฯ
โดยคิดเป็นคะแนนออกมา และต่อมาเขาได้นำแบบสำรวจนี้มาหาความสัมพันธ์กับโรคทางกาย
พบว่าคะแนนมีความสัมพันธ์กับอัตราของการเกิดโรคทางกาย
ซึ่งไม่เฉพาะโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาเท่านั้น แต่เป็นโรคสำคัญๆ ทุกแบบ
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่สำคัญที่สุดที่เขาพบคือ การตายของคู่สมรส (Holmes และ Rahe ค.ศ. ๑๙๖๗, Rahe ค.ศ.
๑๙๗๒) Parkes และคณะได้ศึกษาชายหม้าย ๔,๔๘๖ คนที่มีอายุตั้งแต่ ๕๕ ปีขึ้นไปในระยะ ๙ ปีหลังจากภรรยาเสียชีวิต
พบว่าในระยะ ๖ เดือนแรก ๒๑๓ คนเสียชีวิตตามไป ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราตายตามปกติของคนวัยเดียวกันจะสูงกว่าถึงร้อยละ
๔๐ แต่หลังจาก ๑ ปีไปแล้วอัตราตายจะไม่ต่างจากคนอื่นๆ
เพราะฉะนั้นเขาจึงเชื่อว่าระยะที่มีอารมณ์เศร้าเป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคทางกาย
(Parkes และคณะ ค.ศ. ๑๙๖๙)
๓. ปัจจัยทางจิตวิทยา Franz Alexander แตะ Flanders Dunbar ได้ศึกษาผู้ป่วย ที่เป็นโรคนี้โดยการสัมภาษณ์อย่างละเอียด
รวมทั้งสำรวจความเพ้อฝัน ความจำในวัยเด็กและแรงผลักดันต่างๆ พบว่า
บุคลิกภาพบางแบบจะมีความสัมพันธ์กับโรคบางโรคอยู่เสมอ
เขาจึงตั้งชื่อบุคลิกภาพแบบนั้นๆ ตามชื่อโรค เช่น ulcer personality,
coronary personality, arthritic personality และอื่นๆ (Dunbar
ค.ศ. ๑๙๕๔) การค้นพบนี้ต่อมามีผู้สนับสนุนเนื่องจากได้ศึกษาชาย ๓,๐๐๐ คน ที่มีบุคลิกภาพแบบ A คือ
มีลักษณะชอบทำงานแข่งกับเวลา ชอบการแข่งขัน และก้าวร้าวมากเวลาเกิดความคับข้องใจในระยะเวลา
๘ ปี พบว่าคนเหล่านี้จะเป็นโรคของเส้นเลือดโคโรนารีบ่อยกว่าคนที่มีบุคลิกภาพแบบ B
ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้าม (Friedman และ Rosenman
ค.ศ. ๑๙๙๔) นอกจากนั้นยงพบว่า
ความขัดแย้งภายในจิตใจบางอย่างในวัยเด็กซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขจะกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดอย่างเรื้อรังในระบบประสาทอัตโนมัติ
ตัวอย่าง เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร
เป็นผลจากการกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยอยู่นานๆ เนื่องจากมี
ความคับข้องใจเกี่ยวกับ oral dependent ตั้งแต่วัยเด็กซึ่งไม่ได้รับการแก้ไข
(Alexander ค.ศ. ๑๙๕๐) อย่างไรก็ตามความเชื่อหรือการค้นพบดังกล่าวไม่เป็นจริงกับทุกโรค
๔. ลักษณะเฉพาะตัวบุคคล
การยอมรับการเป็นโรคในแต่ละคนมีผู้เชื่อว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง
เพราะจากการศึกษาของนักวิจัยหลายคนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลง
ที่สำคัญในชีวิตกับการเกิดโรคนี้พบว่า แม้แต่ละคนจะมีปัญหาเดียวกันหรือคล้ายๆ กัน
แต่บางคนป่วยและบางคนไม่ป่วย
แสดงว่าคนที่ป่วยน่าจะมีการยอมรับการเป็นโรคมากกว่าคนที่ไม่ป่วย
๕. การเรียนรู้ตามหลักพฤติกรรมศาสตร์
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย
อาจเป็นผลจากการถูกจัดเป็นเงื่อนไขกับสิ่งเร้าบางอย่าง เช่น
การเกิดอาการหอบหืดกับอารมณ์หงุดหงิดของมารดา หรือความดันโลหิตที่ลดลงเนื่องจากได้เห็นแสงไฟ
(wing ค.ศ. ๑๙๗๖)
หรืออาจเป็นผลจากการลอกเลียนลักษณะของบุคคลที่ใกล้ชิดกับตน เช่น
การได้เห็นบิดามีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ เวลา
ตึงเครียดก็อาจเกิดอาการเช่นเดียวกันเวลาตนมีอารมณ์ตึงเครียดได้ (Kolb ค.ศ. ๑๙๗๗)
กลไกของการเกิดโรค
เมื่อประสาทรับสัมผัสได้รับสิ่งกระตุ้นต่างๆ
เช่น ภาพ กลิ่น เสียง ความร้อน ฯลฯ
ผิวสมองจะรับรู้และวางแผนจัดการกับสิ่งเร้าที่ได้รับนั้น
โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เก่าๆ เช่น
เมื่อเห็นเสือซึ่งจากประสบการณ์เรารู้ว่ามันมีอันตราย สมองจะวางแผนให้สู้หรือหนี
นอกจากนั้นสมองยังส่งสิ่งที่รับรู้ไปที่ limbic system ซึ่งเป็นระบบของอารมณ์ limbic system จะแปลสิ่งที่รับรู้เป็นอารมณ์ต่าง
ๆ เช่น ในกรณีเห็นเสือก็จะเกิดอารมณ์กลัว จากนั้นข้อมูลทางอารมณ์จาก limbic
system จะผ่านไปยัง brain stem ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมการทำงานต่างๆ
ที่สำคัญของชีวิต เช่น ความดันโลหิต การหายใจ การหลับ การตื่น ฯลฯ
แล้วเข้าสู่อวัยวะต่างๆ ทางระบบประสาท อัตโนมัติ
ในกรณีนระบบประสาทอัตโนมัติจะสั่งให้ความดันโลหิตเพิ่ม การหายใจเร็ว
และกล้ามเนื้ออุดมไปด้วยโลหิต เพื่อให้ร่างกายพร้อมจะต่อสู้และเผชิญต่อการบาดเจ็บ
นอกจากระบบ ประสาทอัตโนมัติ
อารมณ์ที่เกิดขึ้นยังอาจผ่านไปสู่อวัยวะต่างๆ โดย hypothalamic-pituitary
neuroendocrine system โดยเซลล์ของ hypothalamus จะสร้าง polypeptide hormones หรือที่ เรียกว่า releasing
factors ส่งไปสู่ต่อม pituitary ทางกระแสโลหิต
ต่อม pituitary จะหลั่งฮอร์โมน
เข้าสู่กระแสโลหิตหลังจากถูกกระตุ้นด้วย polypeptide hormones ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่ออวัยวะต่างๆ หรืออาจกระตุ้นต่อมไร้ท่ออื่นๆ ต่อไป เช่น
ต่อม thyroid หรือต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex)
เป็นต้น ให้หลั่งฮอร์โมนออกมาควบคุมการทำงานของอวัยวะอีกทอดหนึ่ง
ในกรณีที่มีการคุกคามต่อชีวิต
เช่นการเห็นเสือนี้ ต่อมหมวกไตชั้นนอกจะถูกกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมน cortisol ซึ่งจะช่วยรักษาระดับความดันโลหิตและความแข็งแรงของร่างกาย
ถ้าจะมีการต่อสู้หรือการเสียโลหิตเกิดขึ้น
ขบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวซึ่งเกิดจากความกดดันทางอารมณ์
(stress) เราเรียก General adaptive syndrome หรือใช้อักษรย่อว่า GAS มีผู้เชื่อว่าความตึงเครียดทางอารมณ์
อย่างเรื้อรังจะกระตุ้น GAS ติดต่อกันนาน
ทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะของร่างกายได้
มีผู้ตั้งทฤษฎีว่า
ต่อมหมวกไตจะถูกกระตุ้นเมื่อสิ่งมีชีวิตถูกท้าทายเกี่ยวกับความสามารถ
ในการควบคุมสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมตัวต่อสู้หรือหนี
ในมนุษย์การตอบสนองนี้ไม่ได้เกิดจากการคุกคามทางร่างกายอย่างเดียว
แต่จากการถูกคุกคามทางจิตใจ เช่น การโต้แย้งกัน
หรือขณะอยู่ในการจราจรซึ่งติดขัดด้วย ถ้าความสามารถในการควบคุมสิ่งแวดล้อมเสียไปหรือร่างกายได้รับบาดเจ็บ
สิ่งมีชีวิตก็จะหนีและพยายามรักษาพลังงานต่างๆ ไว้
มีผู้ตั้งสมมติฐานว่าการเสียความสามารถในการควบคุมสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญในขบวนการ
pituitary-adrenal response โดยยกตัวอย่างให้เห็นว่า
ในขณะที่มีอารมณ์เศร้า ซึ่งจัดว่าเป็นการเสียความสามารถในการควบคุมสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง
ระดับ cortisol ในร่างกายจะสูง (sacher ค.ศ. ๑๙๗๖)
ที่กล่าวทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาเมื่อร่างกาย
ได้รับสิ่งเร้าต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งเร้าที่คุกคามต่อชีวิต
หรือเมื่อเกิดอารมณ์ตึงเครียด แต่ไม่ถึงกับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของอวัยวะ
มีผู้พยายามศึกษาและตั้งสมมติฐานว่า ถ้าความตึงเครียดรุนแรง
จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของอวัยวะได้ เช่นใน Voodoo death ซึ่งเป็นการตาย
อย่างกะทันหันในคนที่เชื่อว่าตนถูกคำสาปที่ชั่วร้าย อาจเกิดจากความตึงเครียดจนเกินไป
เพื่อพิสูจน์ความเชื่อนี้มีผู้ทดลองกับหนูชนิดหนึ่ง (Norway rat) ซึ่งมักจะตายอย่างกะทันหันถ้าย้ายที่อยู่จากกรงหนึ่งไปยังอีกกรงหนึ่ง
โดยฉีด atropine ซึ่งจะสกัดกั้นการทำงานของ vagal
nerve เสียก่อนจะย้ายกรง
ปรากฏว่าสามารถป้องกันการตายอย่างกะทันหันในหนูบางตัวได้ (Richter ค.ศ. ๑๙๕๙)
แสดงว่าการตายอย่างกะทันหันน่าจะเกิดจากการทำงานมากเกินไปของระบบประสาทอัตโนมัติชนิด
parasympathetic เมื่อมีความตึงเครียดทางอารมณ์อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม
แม้โรคบางโรคจะสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีข้างต้น แต่นักวิจัยส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าพยาธิสภาพทางร่างกายนี้เกิดจากความตึงเครียดอย่างเรื้อรังหรือบ่อยๆ
จนทำให้อวัยวะค่อยๆ ถูกทำลายไปทีละน้อยและเกิดเป็นโรคในที่สุดมากกว่า ตัวอย่างเช่น
การทดลองสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในจิตใจของลิง
โดยการทำให้ลิงสับสนว่าจะได้รับอาหารหรือถูกช็อคด้วยไฟฟ้า
ปรากฏว่าลิงเกิดอาการความดันโลหิตสูงซึ่งหายไปได้เมื่อหยุดการกระทำเช่นนั้น (Harris และคณะ ค.ศ. ๑๙๗๓ )
แต่ถ้าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นนานๆ
จะมีการเปลี่ยนแปลงในผนังของหลอดเลือดแดงของลิง คือมีการสร่าง fibrous
material สำหรับ ป้องกันอันตรายต่อหลอดเลือดซึ่งยืดตัวตลอดเวลาเมื่อความดันของโลหิตเพิ่มขึ้น
fibrous material ที่กล่าวทำให้การยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดแดงลดลง
จึงเป็นสาเหตุต่อมาของโรคความดันโลหิตสูง
เพราะฉะนั้นถ้าถึงระยะนี้แม้จะกำจัดสถานการณ์ตึงเครียดแล้วความดันโลหิตก็จะไม่ลด (wolin-
ski ค.ศ. ๑๙๗๒)
เป็นที่ทราบกันว่า การที่ระบบ sympathetic ถูกกระตุ้นจะทำให้ fatty acid และ glycerol ถูกปล่อยจากเนื้อเยื่อไขมัน
เพราะฉะนั้นการที่ประสาท sympathetic ถูกกระตุ้นนานๆ
จากความตึงเครียดทางอารมณ์ ไขมันจะไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือดแดงทำให้เกิด atherosclerosis
(carruthers ค.ศ. ๑๙๖๙) เพราะฉะนั้นในคนที่ตึงเครียดอยู่นานๆ
ความดันโลหิตจะสูง และเส้นเลือดอุดตันจากการเกาะของไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดง
อย่างไรก็ตามขบวนการนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในคน
ในโรคอื่นๆ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร
โรคหอบหืด และโรค Ulcerative colitis ฯลฯ
ก็อาจอธิบายกลไกของการเกิดโรคเมื่อมีอารมณ์ตึงเครียดอยู่นานๆ ได้เช่นกัน
ถ้าเข้าใจกลไกที่ควบคุมสรีรวิทยาและการทำงานของอวัยวะที่เป็นตำแหน่งของโรค
ลักษณะทางคลีนิค
ลักษณะทั่วไปของโรคทั้งสองนี้ คือ
๑.
เกิดกับอวัยวะที่ควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นจึงอยู่นอกเหนืออำนาจหรือการควบคุมของจิตใจ
๒.
อาการเกิดจากการตอบสนองทางสรีรวิทยาต่อความขัดแย้งภายในจิตใจมากกว่า
จะเป็นสัญญลักษณ์ของความขัดแย้งดังกล่าว
๓.
อาการไม่สามารถลดความวิตกกังวลได้อย่างสิ้นเชิง
๔.
มักเกิดกับอวัยวะหรือระบบของอวัยวะเดียว
ความผิดปกติทางสรีรวิทยาเนื่องจากปัจจัยทางจิต
ได้แก่
๑. ระบบผิวหนัง ได้แก่ Psychogenic pruritus และ Hyperhydrosis
๒. ระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ เช่น
Tension headache, Backache และ Psychogenic
torticollis
๓. ระบบหายใจ ได้แก่ Hyperventilation และ Psychogenic cough
๔. ระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ Neurocirculatory asthenia
๕. ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ aerophagy, Psychogenic cyclical vomiting, Teeth grinding และ Irritable bowel syndrome
๖. ระบบขับถ่ายและสืบพันธุ์ ได้แก่ Premature ejaculation, Dyspareunia, Infertility และ Psychogenic
dysmenorrhea
๗. อื่นๆ ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย
ปัญหาทางจิตใจที่เกิดร่วมกับโรคทางร่างกาย
ได้แก่
๑. ระบบผิวหนัง ได้แก่ Dermatitis, Eczema และ Urticaria (ลมพิษ)
๒. ระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
ได้แก่ Rheumatoid arthritis
๓. ระบบหายใจ ได้แก่ Asthma (โรคหอบหืด)
๔. ระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ Coronary artery disease, Myocardial infarction, Essential
hypertension และ Migraine headache
๕. ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ Gastric ulcer (โรคแผลในกระเพาะอาหาร), Mucous
colitis, Ulcerative colitis, Obesity (ความอ้วน) และ Anorexia
nervesa
๖. ระบบขับถ่ายและสืบพันธุ์ ได้แก่ Nonspecific urethritis, Chronic prostatitis, Impotence (โรคกามตายด้านในผู้ชาย), Frigidity (โรคกามตายด้านในผู้หญิง),
Pseudocyesis (การตั้งครรภ์เทียม) และ Vaginismus (การเกร็งตัวของปากช่องคลอดขณะร่วมเพศ) ฯลฯ
๗. ระบบต่อมไร้ท่อ ได้แก่ Diabetes mellitus (โรคเบาหวาน),
Hyperthyroidism
๘. ระบบประสาท ได้แก่ การเป็นลมหมดสติ
การวินิจฉัย อาศัย
๑. พบปัญหาในสิ่งแวดล้อม
ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดหรือการกำเริบของโรคทางกาย
๒, ลักษณะทางคลีนิคโดยทั่วไปเข้ากับโรคนี้
๓.
ในความผิดปกติทางสรีรวิทยาเนื่องจากปัจจัยทางจิต
จะไม่สามารถแสดงพยาธิสภาพทางร่างกายได้
แต่ในปัญหาทางจิตใจที่เกิดร่วมกับโรคทางร่างกาย ควรจะตรวจพบพยาธิสภาพของโรค
เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของอวัยวะ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร
ควรตรวจพบรอยแผลที่ผนังของกระเพาะอาหาร
การวินิจฉัยแยกโรค
ต้องแยกจากโรคต่อไปนี้
๑. โรคประสาทแบบ hypochondriasis คนพวกนี้มีความกังวลเรื่องสุขภาพของร่างกาย
จึงมักเกิดอาการทางกายได้
โดยทั่วไปอาการมักจะเกิดกับหลายอวัยวะหรือหลายระบบของร่างกาย
ซึ่งอาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติ
และเมื่อหายจากอาการหนึ่งก็มักเกิดอาการใหม่ไปเรื่อยๆ
รวมทั้งตรวจไม่พบพยาธิสภาพในอวัยวะที่เกิดอาการ
๒. โรคประสาทแบบฮีสทีเรียชนิด conversion ต่างจากโรคนี้ คือ
เมื่อเวลามีอาการความกังวลจะหมดไป อาการมักเกิดกับอวัยวะที่ควบคุมโดยระบบ sensorimotor
และอาการมักมีความหมายเป็นสัญญลักษณ์กับความขัดแย้งภายในจิตใจ
๓. การแกล้งทำ (malingering) อาการมักจะไม่คงที่
และไม่มีลักษณะที่เข้ากับโรคทั้งสองนี้อย่างชัดเจน
รวมทั้งจะตรวจไม่พบพยาธิสภาพในอวัยวะที่เกิดอาการ
การรักษา
การรักษาโดยทั่วๆ ไป คือ
๑. จิดบำบัด
โดยการให้ความเห็นอกเห็นใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้แสดงอารมณ์ออกมา
เพื่อลดความตึงเครียดซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติในสรีรวิทยาของร่างกาย
๒.
ให้ยาและการรักษาอาการทางร่างกายอย่างอื่น ยาทางจิตเวช เช่น
ยาคลายความวิตกกังวลและยาแก้อารมณ์เศร้าก็เป็นที่นิยมใช้
แต่ผลในการรักษายังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน
๓. เอาใจใส่สุขภาพทั่วไป
และนิสัยในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งถ้าเห็นว่าอาจทำให้เกิดโรคนี้ได้ก็ควรแนะนำให้เปลี่ยนแปลงเสียใหม่
๔.
ค้นหาสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการและสภาวะซึ่งกดดันผู้ป่วย พร้อมทั้งหาทางแก้ไข
๕. วิธี biofeedback เช่น
วางเครื่องวัดความชื้นของผิวหนังในคนที่ตื่นเต้นมากไว้
ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของผิวหนังหรือที่ฝ่ามือ ซึ่งผู้ป่วยสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับความชื้นบนเครื่องวัดคังกล่าวได้
ทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมความตื่นเต้นของตนและความชื้นที่ผิวหนัง
หรือฝ่ามือลดลงได้
๖. วิธีอื่นๆ เช่น
การฝึกให้กล้ามเนื้อคลายความตึงเครียด (Progressive
relaxation training) หรือการฝึกวิปัสนากรรมฐาน (Transcendental
meditation) มีผู้กล่าวว่าสามารถรักษาโรคนี้ ได้ผลดี
ที่มา
http://www.healthcarethai.com
โรคซึมเศร้า (Major
depressive disorder) back
ลักษณะอาการทางคลินิก
โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder: MDD) มีอาการสำคัญ คือ
อารมณ์เศร้า ผู้ป่วยจะซึมเศร้าหดหู่ สะเทือนใจ ร้องไห้ง่าย
ในผู้ป่วยไทยอาจไม่บอกว่าเศร้า แต่จะบอกว่ารู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด
จิตใจไม่สดชื่นเหมือนเดิม อารมณ์เศร้าหรือเบื่อหน่ายนี้จะเป็นเกือบทั้งวัน
และเป็นติดต่อกันเกือบทุกวันนานหว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป
อารมณ์หงุดหงิดพบได้บ่อยเช่นกัน ผู้ป่วยรู้สึกทนเสียงดังหรือมีคนรบกวนไม่ได้
มักอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ
อาการด้าน neurovegetative ที่พบบ่อยได้แก่ อาการนอนไม่หลับ
มีทั้ง initial ,middle และ terminal insomnia ที่เป็นลักษณะจำเพาะของโรคซึมเศร้า คือ
middle และ terminal insomnia ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเบื่ออาหาร
น้ำหนักลดลงชัดเจน รู้สึกอ่อนเพลียตลอดทั้งวัน ผู้ป่วยหญิงอาจประจำเดือนผิดปกติไป
อาการด้าน psychomotor อาจมี psychomotor retardation ได้แก่ เชื่องช้า เฉื่อยชาลง พูดน้อย คิดนาน ซึม อยู่เฉยๆ ได้นานๆ
ผู้ป่วยบางคนอาจมี psychomotor agitation ได้แก่
กระสับกระส่าย อยู่เฉยไม่ได้ นั่งได้สักครู่ก็ต้องลุกเดินไปมา
พบบ่อยในผู้ป่วยช่วงวัยต่อ
พบบ่อยว่าสมาธิของผู้ป่วยเสื่อมลงจากเดิม
เหม่อลอย หลงลืมง่าย ความคิดอ่านเชื่องช้าลง ลังเล ตัดสินใจไม่แน่นอน
ไม่มั่นใจตัวเอง ผู้ป่วยจะมองโลกภายนอก มองชีวิตของตนเองในแง่ลบ
รู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายต่อใคร
บางคนมีความรู้สึกผิดหรือกล่าวโทษตำหนิตนเองต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป
แม้เป็นการกระทำที่ผู้อื่นเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย
ความคิดอยากตายพบได้ถึงร้อยละ 60 และพบฆ่าตัวตายร้อยละ 15
ในช่วงแรกผู้ป่วยอาจแค่รู้สึกเบื่อชีวิตไม่ทราบจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม เมื่ออาการเป็นมากขึ้นจะรู้สึกอยากตาย
อยากวิ่งให้รถชน ต่อมาจะคิดถึงการฆ่าตัวตาย เริ่มมีการคิดถึงวิธีการ มีการวางแผน
จนถึงการกระทำการฆ่าตัวตายในที่สุด
ในผู้ป่วยไทยพบไม่น้อยที่มาหาแพทย์ด้วยอาการทางร่างกายมีอาการเวียนศีรษะ
เหนื่อยง่าย ปวดเรื้อรังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เมื่อซักประวัติเพิ่มเติมจะพบว่ามีอาการอื่นๆ ของโรคซึมเศร้าร่วมด้วย
การวินิจฉัย
1. มีอาการของ major
depressive episode (ตารางที่ 12.1)
2. ไม่เคยมีประวัติของ mania
หรือ hypomania (ตารางที่ 12.3)
ตารางที่ 12.1 เกณฑ์การวินิจฉัย major depressive episode
A. มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย
5 ข้อ โดยอย่างน้อยต้องมีข้อ 1) หรือ
ข้อ 2) หนึ่งข้อ
1) ซึมเศร้า
2) ความสนใจหรือความเพลินใจในสิ่งต่างๆ
ลดลงอย่างมาก
3) เบื่ออาหาร
หรือน้ำหนักลดลงมากกว่าร้อยละ 5 ใน 1
เดือน
4) นอนไม่หลับ
หรือนอนมากกว่าปกติ
5) Psychomotor agitation หรือ retardation
6) อ่อนเพลีย
ไม่มีแรง
7) รู้สึกตนเองไร้ค่า
หรือรู้สึกผิด
8) สมาธิลดลง
ลังเลใจ
9) คิดเรื่องการตาย
หรือการฆ่าตัวตาย
B. อาการเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน
หรือทำให้การประกอบอาชีพ การเข้าสังคม
หรือหน้าที่ด้านอื่นที่สำคัญบกพร่องลงอย่างชัดเจน
ระบาดวิทยา
ความชุกตลอดชีพ ร้อยละ 5-18
เพศหญิงพบบ่อยกว่าชาย 2 ต่อ 1
อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มมีอาการประมาณ 40 ปี
สาเหตุ
1. ปัจจัยด้านชีวภาพ
1) พันธุกรรม
พบว่าพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะในกรณีของ recurrent
depression โดยความเสี่ยงในญาติสายตรงร้อยละ 7
2) Neurotransmitter system ผู้ป่วยมี norepinephrine, serotonin ต่ำลง
รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของ receptor ที่เกี่ยวข้อง
เชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง
3) Neuroendocrine systems พบมีความผิดปกติในหลายระบบ ได้แก่
- Cortisol หลั่งมากและตอบสนองน้อยต่อการกระตุ้นด้วย
dexamethasone
- Growth hormone หลั่งน้อยกว่าปกติ เมื่อถูกกระตุ้นด้วย clonidine
- Thyroid stimulation
hormone (TSH) หลั่งน้อยกว่าปกติ เมื่อถูกกระตุ้นด้วย thyrotropin
releasing hormone (TRH)
การที่ภาวะซึมเศร้าทำให้การทำงานของ hypothalamic-pituitary-adrenal
axic (HPA- axis) เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับ glucocorticoid ในพลาสม่าเพิ่มขึ้น ส่งผลยับยั้งกระบวนการ neurogenesis และ dendritic remodeling ใน hippocampus ทำให้เซลล์บริเวณ hippocampus ทำให้เซลล์บริเวณ hippocampus
เกิดการฝ่อลงหรือตายลง
ในแง่ของความสัมพันธ์กับอาการแสดง คาดว่าในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าน่าจะมีความผิดปกติบริเวณ
limbic system ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้านอารมณ์ ความคิด
บริเวณ hypothalamus ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมการหลั่งฮอร์โมนตลอดจน
biological pattern และบริเวณ basal pattern และบริเวณ basal ganglia ซึ่งเกี่ยวข้องกับ psychomotor
activity
2. ปัจจัยด้านจิตสังคม
ผู้ป่วยมักมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ
มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือ มองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น
แต่ละ personality disorder มีความเสี่ยงต่อการเกิด depression
พอๆกัน และส่วนหนึ่งของผู้ป่วยมีการสูญเสียบิดามารดาก่อนอายุ 11 ปี
การวินิจฉัยแยกโรค
1. ภาวะซึมเศร้าจากโรคทางกายหรือจากยาและสาร
พบได้บ่อย การชัก ประวัติต้องถามรายละเอียดส่วนนี้ในผู้ป่วยทุกราย
โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อาการเกิดขึ้นเร็ว ไม่มีปัจจัยกระตุ้นชัดเจน
หรือมีอาการที่ไม่เป็นไปตามแบบฉบับ
2. โรคจิตเภท
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการโรคจิต บางครั้งมีอาการที่แยกจากผู้ป่วยโรคจิตเภท
โดยเฉพาะรายที่มีอาการหลงผิดเนื้อหาแปลกๆ
ในกรณีนี้ซักประวัติขณะเริ่มมีอาการมีความสำคัญ โดยผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีประวัติซึมเศร้ามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงเกิดอาการโรคจิตตามมา
3. โรควิตกกังวล ผู้ป่วย
anxiety disorders จะพบอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ หงุดหงิด
สมาธิหรือความจำไม่ดีได้เช่นกัน ในบางครั้งอาจมี mild depression ร่วมด้วยในระยะหลัง วินิจฉัยแยกโรคโดยดูอาการที่เริ่มต้นเป็นก่อน
นอกจากนี้ผู้ป่วยวิตกกังวล อาการเด่นจะเป็น autonomic hyperactivity ร่วมกับมีความวิตกกังวลอยู่ตลอด ส่วนใน depression นั้น
อาการเด่นจะเป็นอารมณ์เศร้า เบื่อหน่ายท้อแท้ ร่วมกับอาการด้าน neurovegetative
4. Adjustment disorder with depressed
mood มีภาวะกดดันนำมาก่อนเกิดอาการ
ในโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่ก็พบมีภาวะกดดันนำมาก่อนเช่นกัน แยกกันโดยความรุนแรง
หากอาการไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคซึมเศร้า จึงจะวินิจฉัยว่าเป็น adjustment
disorder
5. Bereavement บุคคลที่สูญเสียผู้ใกล้ชิดอาจมีอาการต่างๆ
ของ major depressive episode ได้ อย่างไรก็ตามหากนานเกิน 2 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น จะให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า
การรักษา
1. การรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
ในรายที่อาการมาก เช่น กระวนกระวายมาก ไม่กินอาหาร ผอมลงมาก หรือมีความคิดฆ่าตัวตายบ่อยๆ
ให้รับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล ในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง
ต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
2. การรักษาด้วยยา
การรักษาแบ่งออกเป็น 3 ระยะตามการดำเนินโรค
ก. การรักษาระยะเฉียบพลัน
เป็นการรักษาเริ่มตั้งแต่เมื่อผู้ป่วยมาพบขณะมีอาการไปจนถึงหายจากอาการ
คือเข้าสูระยะ remission ยาหลักที่ใช้ในการรักษาได้แก่
ยาแก้ซึมเศร้า ขนาดที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ fluoxetine เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่ำ
กินเกินขนาดไม่เสียชีวิต เริ่มโดยให้ขนาด 20 มก.กินวันละ 1 มื้อหลังอาหารเช้า ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกระวนกระวาย
หรือวิตกกังวลมากร่วมด้วยอาจให้ diazepam 2 มก. กิน
เช้า-เย็น ร่วมด้วยในช่วง 2 สัปดาห์แรก
หากมีอาการนอนไม่หลับอาจให้ amitriptyline 10 มก. หรือ diazepam 2-5 มก.
กินก่อนนอน
ในระยะนี้ ยาแก้ซึมเศร้าได้ผลในการรักษาประมาณร้อยละ
70-80
ในผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นไม่มากควรเพิ่มขนาดขึ้นถึง 40-60
มก./วัน หากให้นาน 4 สัปดาห์
แล้วยังไม่ตอบสนองอาจเปลี่ยนเป็นยาแก้ซึมเศร้าขนาดอื่น
ผู้ป่วยที่มีอาการโรคจิตร่วมด้วยนั้นการรักษาต้องให้ยารักษาโรคจิตควบคู่กันไป
โดยทั่วไปขนาดไม่สูงเท่าที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคจิตเภท
เมื่ออาการทางจิตดีขึ้นแล้วให้ค่อยๆ ลดยาลงจนหยุดยา
ข. การรักษาระยะต่อเนื่อง
เป็นการให้การรักษาต่ออีกประมาณ 4-9 เดือนหลังจากผู้ป่วยหายแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะ recover
ทั้งนี้พบว่าหากหยุดการรักษาก่อนนี้ผู้ป่วยมีโอกาสเกิด relapse
สูงมาก เมื่อครบระยะเวลาแล้วให้ค่อยๆ ลดยาลงทุก 2-3 สัปดาห์จนหยุดการรักษา ขณะลดยาหากผู้ป่วยเริ่มกลับมามีอาการอีก
ให้เพิ่มยาขึ้นแล้วคงยาอยู่ในระยะหนึ่ง เช่น 2-3
เดือนแล้วลองลดยาใหม่
ตารางที่ 12.2 ข้อบ่งชี้ในการให้ยาแก้ซึมเศร้าป้องกันระยะยาว
1. มีอาการมาแล้ว 3 ครั้ง
2. มีอาการมาแล้ว 2 ครั้ง ร่วมกับมีภาวะต่อไปนี้
- ประวัติ recurrent
major depression และ bipolar
disorder ในญาติใกล้ชิด
- มีประวัติ recurrence
ภายใน 1 ปี หลังจากหยุดการรักษา
- เริ่มมีอาการครั้งแรกขณะอายุยังน้อย
(ต่ำกว่า 20 ปี)
- มีอาการที่เป็นเร็ว
รุนแรง หรืออันตรายต่อผู้ป่วยมา 2 ครั้ง ภายในช่วงเวลา 3 ปี
ระยะเวลาให้ยาป้องกันอย่างน้อยควรนาน
2-3 ปี
จากนั้นจึงจะประเมินอีกครั้งหนึ่งว่าสมควรให้ยาป้องกันต่ออีกหรือไม่
ถ้าเป็นมากกว่า 3 ครั้งควรให้นานอย่างน้อย 5 ปี
3. การรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsive
therapy: ECT)ใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา
ทนต่ออาการข้างเคียงของยาไม่ได้ หรือมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง
ได้ผลดีในผู้ป่วยที่อาการรุนแรง เป็นแบบ melancholic หรือมีอาการโรคจิต
แต่ ECT ไม่ได้ช่วยป้องกัน recurrence จึงควรให้การรักษาด้วยยาต่อหลังจากผู้ป่วยอาการดีขึ้น
4. จิตบำบัด ชนิดที่ได้ผลดีใน
depressive disorder ได้แก่
1) Cognitive-behavior
therapy เชื่อว่าอาการของผู้ป่วยมีสาเหตุจากการมีแนวคิดที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง
การรักษา มุ่งแก้ไขแนวคิดของผู้ป่วยให้สอดคล้องกับความจริงมากขึ้น
รวมถึงการปรับพฤติกรรม ใช้ทักษะใหม่ในการแก้ปัญหา
2) Interpersonal therapy เป็นการรักษาที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้อื่น
มุ่งให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อื่นที่ดีขึ้น
ไม่เน้นถึงความขัดแย้งในจิตใจ
3) Short-term psychodynamic
psychotherapy หลักการเช่นเดียวกับ psychodynamic
psychotherapy แต่ระยะเวลาโดยทั่วไปนานไม่เกิน 6 เดือน ผู้รักษาจะมีส่วนในการช่วยผู้ป่วยสืบค้นถึงความขัดแย้งในจิตใจ
แก้ไขโครงสร้างบุคลิกภาพของตนบางส่วนที่เป็นปัญหา
5. การรักษาอื่นๆ เช่น sleep
deprivation ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นในวันรุ่งขึ้นหลังงดการนอนแต่มักกลับมาเป็นอีกหากให้นอนตามปกติ
หรือ light therapy ในผู้ป่วยที่มีลักษณะการป่วยเป็นแบบ seasonal
ที่มา
http://www.dmhweb.dmh.go.th/jvsk/cpsy2/Diag5.htm
กามวิตถาร (sexual
deviation)
ความหลากหลายของพฤติกรรมทางเพศ (Sexual variation)
ความหมายของ “พฤติกรรมผิดปกติทางเพศ” คือ
ลักษณะของคนที่มีความรู้สึกทางเพศ ทัศนคติ
ค่านิยม และพฤติกรรมทางเพศที่แสดงออกอย่างไม่เหมาะสม เบี่ยงเบนไปจากสามัญชนในสังคมนั้นพึงปฏิบัติ
ความเบี่ยงเบนดังกล่าวเกิดเนื่องจากความผิดปกติของสภาพจิตใจที่บุคคลนั้นไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ความเบี่ยงเบนทางเพศ (Sexual Deviation) จึงมีมากมายหลายชนิด บางชนิดขัดต่อศีลธรรมของสังคม
และบางประเภทมีความรุนแรงถึงอาจก่ออาชญากรรมทางเพศได้ อย่างไรก็ตาม
พฤติกรรมผิดปกติทางเพศ
หรือความเบี่ยงเบนทางเพศของสังคมหนึ่งอาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิดปกติ
หรือเบี่ยงเบนสำหรับสังคมอื่นก็ได้ หรือแม้แต่ในสังคมเดียวกัน
แต่ต่างกาลเวลาความหมายของพฤติกรรมทางเพศอาจเปลี่ยนไปได้ สังคมจึงมีส่วนสำคัญที่จะตีตราว่าพฤติกรรมใดผิดปกติหรือไม่ผิดปกติ
เนื่องจากความหมายของพฤติกรรมทางเพศ
มีลักษณะลื่นไหลเปลี่ยนแปลงตามค่านิยมของสังคม
การตีตราพฤติกรรมทางเพศพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งว่าผิดปกติหรือเบี่ยงเบน
เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่นิยมโดยคนจำนวนน้อยของสังคม
น่าจะเป็นการไม่ยุติธรรมนัก
และเพื่อความเข้าใจถึงความแตกต่างของพฤติกรรมทางเพศเหล่านั้น
ผู้ศึกษาพฤติกรรมทางเพศน่าจะมองสิ่งเหล่านั้นเป็น “ความหลากหลายของพฤติกรรมทางเพศ” (Sexual variation) ที่ปรากฏในสังคม
ซึ่งอาจแบ่งได้ 20 ชนิด ดังนี้
1.
การร่วมเพศทางปาก (Oral love หรือ Oral
sex)
การร่วมเพศทางปาก หรือ โอรัลเซ็กส์
เป็นการใช้ปากกระตุ้นอวัยวะเพศ เพื่อให้เกิดอารมณ์เพศ ซึ่งมี 3 รูปแบบ
1.1 เฟลลาชิโอ (Fellatio) คือ การใช้ปาก ริมฝีปาก
ลิ้น หรือฟัน กระตุ้นองคชาต (Penis)
เพื่อให้ความสุขทางเพศ
อาจจะเป็นหญิงทำให้ชาย หรือชายทำให้ชายก็ได้ (Hirsch, E. et al. 1994).
คำว่า fellatio แปลว่า ดูด
พฤติกรรมทางเพศแบบเฟลลาชิโอนั้น
เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายนานตั้งแต่สมัยโบราณ
บางสังคมและบางศาสนาถือว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบเฟลลาชิโอเป็นความลามกวิตถาร
ในปัจจุบัน พฤติกรรมทางเพศแบบ เฟลลาชิโอ (fellatio)
มีการปฏิบัติกันแพร่หลาย ส่วนในประเทศไทยนั้น
การร่วมเพศแบบนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มรักร่วมเพศ และในสถานบริการทางเพศ เช่น
อาบอบนวด อาจมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น สเปร์ (spray) สโมก (smoke)
เป็นต้น
1.2 คันนิลิงกัส (Cunnilingus) คือ การใช้ปาก ริมฝีปาก ลิ้น และฟัน กระตุ้นอวัยวะเพศหญิง
ซึ่งเป็นชายทำให้หญิง
หรือหญิงทำให้หญิงก็ได้
วิธีนี้เป็นการทำให้ผู้หญิงมีความสุขทางเพศได้โดยไม่ต้องอาศัยอวัยวะเพศชาย
จากการศึกษาในอเมริกา พบว่าผู้หญิงอเมริกันร้อยละ 50
มีประสบการณ์ทางเพศแบบเลียอวัยวะเพศหญิง (cunnilingus) และการมีพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ทำให้ผู้หญิงบรรลุถึงจุดสุดยอด
(orgasm) แต่มีข้อควรระวังเพราะเคยมีรายงานว่าหญิงเสียชีวิตหลายรายจากฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด (airembolism) เพราะการใช้ปากเป่าลมเข้าในช่องคลอดขณะที่ทำการเลียอวัยวะเพศหญิง (cunnilingus)
1.3 ซูเซ็นนูฟ (Soixante–neuf)
เป็นการร่วมเพศโดยที่ชายและหญิงนอนหัวกลับกัน
หรือจะนอนตะแคงทั้งคู่หรือคนหนึ่งอยู่เหนืออีกคนหนึ่งก็ได้
โดยให้อวัยวะเพศของฝ่ายหนึ่งตรงกับปากของอีกฝ่ายหนึ่งแบบตัวเลข 69 ให้สะดวกในการทำเฟลลาชิโอ (fellatio) และคันนิลิงกัส
(cunnilingus) ให้กันและกัน
2. การร่วมเพศทางทวารหนัก
(Sodomy)
การร่วมเพศทางทวารหนัก
โดยที่ชายสอดใส่องคชาตเข้าไปในทวารหนักของหญิงหรือชาย
ในปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ในอเมริกายังถือว่าการร่วมเพศทางทวารหนักเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีบทลงโทษด้วย
ส่วนในประเทศไทย การร่วมเพศทางทวารหนัก เป็นที่นิยมในกลุ่มชายรักร่วมเพศ (homosexuals) และแบบทั้งสองเพศ (bisexuals) ซึ่งมักจะเรียกว่า “อัดถั่วดำ” หรือเมื่อตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา คำว่า “ตุ๋ย” ได้ถูกนำมาใช้เรียกการร่วมเพศทางทวารหนักด้วย
โดยสื่อมวลชนบัญญัติศัพท์จากชื่อเล่นของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเคยใช้บริการทางเพศจากเด็กชายหลายคน
3. การรักร่วมเพศ (Homosexuality)
การรักร่วมเพศ คือ
การมีความสุขทางเพศกับคนในเพศเดียวกัน
ถ้าเป็นชายต่อชายมักเรียกว่า homosexuality โดยคนทั่วไปเรียกว่า Gay คนที่เป็นผู้แสดงหรือเป็นผู้กระทำเรียกว่าเกย์คิง
ส่วนคนที่เป็นผู้ถูกกระทำเรียกว่าเกย์ควีน คนที่เป็นเกย์มักจะชอบเข้าข้างหลัง (sexual
anlism) บางคนที่ชอบทำแบบนี้อาจเป็นเพราะตอนเด็ก
ถูกห้ามไม่ให้จับต้องอวัยวะเพศ ถือว่าเป็นของต่ำหรือสกปรก
ดังนั้นจึงต้องใช้สิ่งอื่นทดแทน อาจเกิดขึ้นสำหรับคู่ระหว่างชายกับหญิงได้ด้วย ส่วนหญิงต่อหญิงเรียก lesbianism หญิงที่กระทำตนเป็นชายนั้นเรียกว่า
ทอม (Tom) และจะมีคู่ที่เรียกว่า ดี้ ซึ่งมาจากคำว่า Lady หากบุคคลใดที่สามารถมีความสุขทางเพศทั้งกับเพศเดียวกันและกับเพศตรงข้ามกัน
จะเรียกว่า bisexuality โดยส่วนใหญ่พวกรักร่วมเพศนี้แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ
คือ รุก รับ และทั้งสองแบบ ส่วนมากที่พบจะเป็นพวกที่ 3
สาเหตุ มีอยู่หลายประการ อาจเป็นเพราะความผิดปกติทางฮอร์โมน สิ่งแวดล้อมทางสังคม
เช่น การบังเอิญเกิดไปมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันขึ้นมาแล้วติดใจ หรือ
อยู่กับคนเพศเดียวกันมานาน เช่น ในคุก ร.ร ประจำ เป็นต้น อีกสาเหตุที่สำคัญ
คือการเลี้ยงดูของครอบครัว โดยทั่วไปมักพบว่า มารดาไม่มีความสุขในชีวิตสมรส
หรือสนิทกับลูกชายเป็นพิเศษ พอเด็กโตขึ้นมา ก็เลยไม่อยากมีอะไรกับ ญ
ซึ่งเป็นเพศเดียวกับมารดา เด็กชายบางคน อาจเกิดความรู้สึกกับมารดา ต่อมาเกิดความรู้สึกละอาย
จึงหลีกเลี่ยงการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงทุกคน
เพราะคิดว่าการไปมีอะไรกับหญิงอื่น เป็นการนอกใจมารดา อีกประการคือ
เด็กชายที่เกลียดเพศของตนเอง อยากเกิดเป็นเพศตรงข้าม คือ พ่ออาจรักแต่ลูกสาว
ไม่สนใจตัวเอง หรือ พ่อเป็นคนเข้มงวด เจ้าระเบียบเกินไป ทำให้ลูกเกลียดพ่อ
และเกลียดเพศตัวเองไปด้วย สิ่งที่ทำให้คนกลายเป็นพวกรักร่วมเพศได้มากที่สุด
คือการเลี้ยงดูของครอบครัว ช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็ก เรียกว่า ระยะโอดิปัส (oedipus
period) คือ เด็กจะรักพ่อหรือแม่ซึ่งเป็นเพศตรงข้ามกับตน
เลยทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองต้องแข่งขันความเป็นพ่อหรือแม่ของตน
แต่ความรู้สึกนี้จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ กลัวว่า
พ่อหรือแม่ซึ่งเป็นเพศเดียวกันกับตน จะลงโทษ หากเด็กไม่สามารถทำความเข้าใจได้
โตมาก็จะกลายเป็นพวกรักร่วมเพศ นอนกจากนี้ ยังรวมไปถึง ค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ
ความเข้าใจผิดต่างๆ ทำให้คนกลัวที่จะมีอะไรกับฝ่ายตรงข้าม
จึงหันมาสนใจพวกเพศเดียวกัน
พฤติกรรมแบบรักร่วมเพศ (homosexuality) นั้นมีมานานตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์
ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานภาพวาดในถ้ำของมนุษย์หิน ภาพสลักในหิน
ภาพสลักบนแผ่นโลหะ ในสมัยอียิปต์
กรีก และโรมัน
พฤติกรรมแบบรักร่วมเพศยังถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ในหลายประเทศ
ส่วนในประเทศไทย การร่วมประเวณีผิดธรรมชาติมนุษย์กับคนเพศเดียวกัน
หรือกับสัตว์เดียรฉาน
ถือเป็นความผิดมีโทษจำคุก 3 เดือน ถึง 3 ปี ปรับ 50-500 บาท
แต่ในปัจจุบันตามประมวลกฎหมายอาญาไม่มีบทบัญญัติเรื่องนี้
เพราะถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นเรื่องในมุ้ง ถ้าเขาสมัครใจจะทำอะไรกับคนเพศเดียวกัน
ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด
4. ความสุขทางเพศกับส่วนของร่างกายหรือวัตถุ
(Fetishism)
พฤติกรรมแบบเฟติสชิสึม (fetishism) เป็นความสุขความต้องการทางเพศที่เกิดจากการได้ใช้วัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ทางเพศ
หรือส่วนของร่างกายที่ไม่ใช่อวัยวะทางเพศโดยตรงของเพศตรงข้าม เช่น ชุดชั้นใน
กระโปรง หมวก รองเท้า ถุงมือ หรือผม ต้นขา เท้า หู ตา โดยการจับ จ้องมอง หรือ
ช่วยให้สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และสามารถถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการสัมผัส กอดจูบ
หรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองกับสิ่งของเหล่านั้น ส่วนใหญ่พบพฤติกรรมแบบเฟติสชิสึม (fetishism) ในเพศชายเท่านั้น
ในผู้หญิงมักจะเป็นแบบเคลบโตแมนเนีย (kleptomania) คือภาวะที่ได้รับความตื่นเต้นพอใจจากการได้ขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น
ส่วนพฤติกรรมแบบพิกมาเลี่ยนนิสึม (pygmalionism) เป็นภาวะที่บุคคลมีความสุขทางเพศกับตุ๊กตายางขนาดเท่าคนจริง
5. การลักเพศ (Transvestism)
การลักเพศหมายถึง
การมีความสุขความพอใจทางเพศจากการได้แต่งตัว แต่งหน้า
สวมเสื้อผ้าหรือแสดงท่าทางของเพศตรงข้ามกับตน
เช่น ชายที่แต่งตัวเป็นหญิง
หรือหญิงแต่งตัวเป็นชาย
ซึ่งอาจเป็นไปอย่างเปิดเผยหรือแอบซ่อนก็ได้
การแต่งตัวเป็นเพศตรงข้ามจะทำให้ได้รับความตื่นเต้น
หรือมีอารมณ์ทางเพศจากการกระทำเช่นนั้น อาจมีทั้งลักษณะเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ได้
สาเหตุมักมาจากการเลี้ยงดูสมัยเด็ก กรณีพ่อแม่อยากได้ลูกชาย
แต่ลูกเกิดมาเป็นผู้หญิง เลยให้แต่งตัวเป็นเด็กชาย หรือ
แต่งตัวลูกชายด้วยเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิง เป็นต้น
บุคคลประเภทนี้สามารถแต่งงานและมีความสุขได้หากมีคู่สมรสที่เข้าใจ
6. การแปลงเพศ (Transexuality)
การแปลงเพศ คือภาวะทางเพศที่บุคคลไม่ยอมรับเพศที่แท้จริงโดยกำเนิดของตนเองและใช้ชีวิต
แต่งตัว
และมีพฤติกรรมหรือบทบาทของเพศตรงข้ามกับลักษณะเพศทางร่างกายของตนเองตลอดเวลา
เพราะมีความฝังใจว่าอารมณ์และจิตใจของเขาเป็นเพศตรงข้ามกับร่างกายและอวัยวะเพศในร่างกาย
นอกจากนั้นยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะต้องการผ่าตัดเปลี่ยนเพศเป็นเพศตรงข้าม
6.
ซาดิสสึมและมาโซคิสสึม (Sadism and masochism)
การชอบสร้างความเจ็บปวดและชอบรับความเจ็บปวด
ซาดิสสึม (Sadism) หมายถึง การมีความสุข ความตื่นเต้น
พอใจทางเพศจากการทำให้คู่ร่วมเพศเกิดความเจ็บปวดทรมานทางร่างกายและหรือทางด้านจิตใจ
เช่น การตี โบย หรือใช้อาวุธของมีคมกรีดทำให้เกิดบาดแผล หรือการใช้คำพูด เสียดสี
ดูถูกเหยียดหยามคู่ร่วมเพศ เป็นต้น สาเหตุที่ชอบความรุนแรงอาจมาจาก
ถูกอบรมมาว่าเรื่องทางเพศเป็น สิ่งน่ารังเกียจ สกปรก เป็นบาป ฯลฯ
ดังนั้นจึงต้องหาทางปลดปล่อยความโกรธแค้น ที่ตนจะต้องมาทำบาป
หรือทำสิ่งน่ารักเกียจ ด้วยการลงโทษคู่นอนแทนที่จะลงโทษตัวเอง
บางคนอาจเป็นเพราะว่าตัวเองมีความเกลียดชัง พ่อ แม่ ตั้งแต่เด็กๆ
และมีบางคนที่ชอบความรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุอีกด้วย
มาโซคิสสึม (Masochism) เป็นความสุข ความตื่นเต้น พอใจทางเพศจากการได้รับความเจ็บปวดทรมาน
หรือความอัปยศอดสู ดูถูกเหยียดหยามจากคู่ร่วมเพศ นัก
จิตวิทยาบางคนบอกว่าการที่คนเหล่านี้ ยอมถูกทารุณกรรมจากคู่นอน
อาจมิใช่เพราะต้องการ แต่ที่ยอมก็เพราะต้องการเอาใจฝ่ายตรงข้าม
เกรงว่าตนจะถูกทอดทิ้ง
แฟลกเจลเลชั่น (Flagellation) คือการเฆี่ยนด้วยไม้
หรือแส้ ให้เกิดความเจ็บปวดเพื่อความสุขทางเพศ เช่น คนที่เป็นซาดิสท์ (Sadist)
เฆี่ยนตีคนที่เป็นมาโซคิสท์ (Masochist) ก่อนการมีเพศสัมพันธ์
จากการศึกษารายงานว่าชายร้อยละ 10 และหญิงร้อยละ 3 มีความรู้สึกทางเพศเมื่อถูกกระตุ้นโดยได้ฟังเรื่องแบบซาโดมาโซคิสสึม (Sadomasochism)
กาม วิตถาร ทั้ง 2 ประเภทนี้ (sadism+maso)อาจเกิดขึ้นในคนคนเดียวกัน
ในขณะเดียวกันหรือคนละคราวก็ได้ จึงรวมเรียกว่า (Sadomasochism)
ทั้งซาดิสสึมและมาโซคิสสึม
แม้ฟังดูแล้วอาจเหมือนเป็นสิ่งทารุณโหดร้าย แต่พวกมาโซฯ และซาดิส ไม่เคยทำร้ายผู้อื่น
หรือ ได้รับการทารุณจนเกิดอันตรายต่อตัวเอง การเข้าใจบุคคลทั้ง 2 ประเภท
มักจะจำมาจากการพบเห็นในหนังหรือโทรทัศน์เสียมากเกินความเป็นจริง
8.
เอ็กฮิบิชั่นนิซึม (Exhibitionism)
การชอบอวดอวัยวะเพศ
พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศชนิดชอบอวดอวัยวะเพศ
เรียกว่า exhibitionism มักเริ่มต้นเป็นตั้งแต่วัยรุ่นตอนต้น
แต่จะปรากฏอาการชัดเจนในวัยรุ่นตอนปลายถึงผู้ใหญ่ตอนต้น
และโดยทั่วไปอาการจะเป็นเรื้อรัง สาเหตุที่แน่นอนยังไม่ทราบแน่ชัด
แต่มีข้อสันนิษฐานของโรคต่างๆกัน เช่น ผู้ป่วยถูกประทุษร้ายในวัยเด็ก
เป็นอาการทางระบบประสาท เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่เป็นสารสื่อประสาท
หรือในบางรายพบว่าเป็นลักษณะหนึ่งของโรคย้ำคิด
ย้ำทำ อาการของผู้ป่วยจะเป็นมากขึ้นเวลาเครียด
หรือมีช่องทางและโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมได้โดยง่าย
ลักษณะที่สำคัญของโรคนี้ คือ
ผู้ป่วยมีความสุข และความตื่นเต้นจากการได้เปิดเผยอวัยวะเพศของตนเองให้คนแปลกหน้าดู
ผู้ป่วยจงใจเปิดเผยอวัยวะเพศของตนให้คนแปลกหน้าเห็นและเกิดความตกใจ
โดยไม่มีการข่มขู่ ผู้เคราะห์ร้ายโดยมากเป็นเด็กหญิงวัยเยาว์
ผู้ป่วยจะไปสถานที่เดิมๆ ซึ่งอาจเป็นสถานที่เปลี่ยว หรือสถานีขนส่งมวลชน เมื่อได้เห็นภาพเด็กตกใจกลัว
ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายใจ บางรายทำการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไปด้วยพร้อมๆ กัน
บุคลิกภาพของผู้ป่วยมักเป็นแบบเก็บกดความรู้สึก
และมีความรู้สึกฝังใจว่าตนไม่มีความเป็นผู้ชาย ดูจากภายนอกจะเป็นคนเรียบร้อย
ระมัดระวัง ประหม่าง่าย บางรายเป็นคนอ่อนโยน ทำงานจริงจัง มีความเป็นอยู่ปกติ
เป็นผู้มีชื่อเสียง และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
ปัญหาบุคลิกภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญในผู้ป่วยกลุ่มนี้
9.
วอยริสซึม (Voyeurism)
การชอบถ้ำมอง หมายถึงการมีความสุข
ความพอใจทางเพศจากการแอบดูร่างเปลือย หรือการร่วมเพศของคนอื่น อาจมีได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย
แต่ส่วนใหญ่พบในผู้ชายและมักจะเป็นวัยรุ่นหรือหนุ่มสาวมากกว่า
โดยจะแอบดูตามรูห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องนอนตามบ้าน หรือเจาะรูตามฝาผนังห้องน้ำ
เมื่อได้แอบดูสมความตั้งใจแล้วจะเกิดความรู้สึกทางเพศอย่างรุนแรง
และมักสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองขณะแอบดู รูปแบบของถ้ำมองมี 3 ประเภทได้แก่
ชอบถ้ำมอง (scoptoplilia) คนพวกนี้มีพฤติกรรมผิดปกติ
ชอบแอบดูเวลาผู้อื่นมีเพศสัมพันธ์กัน แม้แต่ชอบแอบดูคนแก้ผ้า อาบน้ำ
เปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะทำแล้วจะมีความสุข ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย
สาเหตุอาจมาจากเมื่อสมัยเด็กเคยแอบเห็นพ่อกับแม่มีอะไรกัน
หรือเห็นพี่สาวพี่ชายเปลือยกายอาบน้ำ เปลี่ยนเสือ้ผ้า
บุคคลกลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายกับพวกชอบโชว์ แต่ตรงข้ามกันคือ ชอบแอบดูคนอื่น
ชอบเปลือย(trolism) พวกนี้มักเป็นพวกต่อต้านสังคม
อาจะเคยเห็นพวกที่ แก้ผ้าประท้วง พวกเค้าไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์บางอย่าง
หรือ ทำแล้วรู้สึกว่าตนเองมีอิสระเสรีภาพ ต่างประเทศจะมีพวกนิคมอาบแดด หรือ
สถานที่สำหรับเปลือยกายเพื่อบุคคลประเภทนี้
และก็มีหลายคนอ้างว่าการเปลือยกายจะทำให้การมีเพศสัมพันธ์มีความสุขมากขึ้น
พวกชอบให้ผู้อื่นดูตนเองมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น
พวกนี้จะชอบให้บุคคลที่ 3
เฝ้าดูขณะที่ตนเองกำลังมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอน บางครั้งให้ดูเฉยๆ
แต่ส่วนมากจะให้เข้าร่วมด้วย จิตแพทย์บอกว่าคนประเภทนี้มีความผิดปกติ 2 แบบ อยู่ในตัวเอง คือ ชอบแอบดูคนอื่น และชอบที่จะให้คนอื่นแอบ
10.
โฟรเทริสซึม (Frotteurism)
การชอบถูอวัยวะเพศกับเพศตรงข้าม (Frotteurism) หมายถึงการมีความสุขความพอใจทางเพศ
ด้วยการเบียด เสียดสี หรือถูไถกับร่างกายคนอื่น พบในชายมากกว่าหญิง
เกิดขึ้นในขณะที่มีคนเบียดกันหนาแน่น เช่น งานวัด ตลาดนัด บนรถเมล์ ในลิฟท์
การกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรงจนสำเร็จความใคร่ได้
11.
อินเซสต์ (Incest)
การมีเพศสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว
(Incest) คือการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว
หรือสายเลือดเดียวกัน เช่น ระหว่างพ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย พี่ชายกับน้องสาว
พี่สาวกับน้องชาย เป็นต้น
ส่วนพฤติกรรมรักร่วมเพศในสายเลือด (Homosexual incest) คือการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเพศเดียวกัน
ในครอบครัวที่สืบสายเลือดเดียวกันระหว่างพ่อกับลูกชาย พี่ชายกับน้องชาย แม่กับลูกสาว
พี่สาวกับน้องสาว
12.
เพดโดฟิเลีย (Pedophilia)
ความต้องการทางเพศกับเด็ก (Pedophilia) เป็นภาวะของคนที่ได้รับความสุข
ความพอใจทางเพศกับเด็ก
ที่เป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้ ซึ่งจะพบในชายมากกว่าหญิง
ผู้ชายที่เป็นเพ็ดโดฟิเลีย (Pedophilia) มักเป็นผู้มีปมด้อย
ไม่ชอบหรือไม่สามารถมีความสุขทางเพศกับหญิงสาวได้ แต่มีความรู้สึกทางเพศกับเด็ก ๆ
ที่ไร้เดียงสาที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี จะไม่ทำอันตรายต่อเด็ก
มักจะล่อเด็กด้วยเงินหรือขนมตลอดจนของเล่นจนเด็กสนิทสนมด้วย จึงจับหรือลูบคลำอวัยวะเพศเด็ก หรือให้เด็กทำสำเร็จความใคร่ (masturbate)
หรือเอาองคชาติของตัวเองถูไถภายนอกของอวัยวะเด็กจนสำเร็จความใคร่ หรือบางรายอาจจะมีการข่มขืนกระทำชำเรา
หรือฆ่าปิดปากถ้ามีการขัดขืน
ผู้ป่วยมักมีความเชื่อในเรื่องของพรมจรรย์
ชอบดูถูกเพศหญิง อยากมีอะไรกับหญิงบริสุทธิ์เท่านั้น ซึ่งเป็นเด็กวัย 11-12 บางคนอาจมีความเชื่อว่าการมีอะไรกับเด็ก
หรือสาวบริสุทธิ์ จะทำให้อายุยืน สำหรับเด็กที่เป็นเหยื่อไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่
มักเป็นเด็กที่มีปัญหาทางบ้าน เช่น พ่อแม่เลิกกัน หรือเป็นเด็กที่มีปัญหาทางจิต
พวกขี้กลัว ตกใจง่าย ต้องการผู้ให้ความคุ้มครอง ความอบอุ่น ฯลฯ
13.
เจอรอนโตฟิเลีย (Gerontophilia)
ความต้องการทางเพศกับคนแก่ (Gerontophilia) เป็นภาวะที่คนต้องการได้รับความสุข
ความพอใจทางเพศกับคนสูงอายุ หรือคนแก่
ความผิดปกตินี้อาจเป็นผลมาจากความผูกพันทางอารมณ์กับปู่ย่า ตายาย
หรือเกิดจากการมีบิดามารดาเป็นคนสูงอายุ อย่างไรก็ดีการแต่งงานระหว่างคนสูงอายุกับคนอายุน้อยอาจไม่ใช่ความวิปริตทางเพศ
แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจก็เป็นได้
14.
เซเตอเลียซีส (Satyriasis)
ภาวะชายตัณหาจัด (Satyriasis) หมายถึง
ภาวะที่ชายมีความต้อการทางเพศสูงมากจนไม่สามารถยับยั้งควบคุมอารมณ์เพศของตนได้
มีความต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลา
15.
นิมโฟเมเนีย (Nymphomania)
ภาวะหญิงตัณหาจัด (Nymphomania) หมายถึง
ภาวะที่หญิงมีความต้องการทางเพศสูงมากจนไม่สามารถยับยั้งควบคุมอารมณ์เพศของตนเองได้
มีความต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลา บางครั้งสามารถมีอะไรกับชายได้หลายคน
หลายครั้งติดต่อกัน สาเหตุอาจมาจากต้องการชดเชยความต้องการทางเพศของตน
ซึ่งได้รับไม่เพียงพอเมื่อตอนที่เป็นวัยรุ่น
หรือต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิต หรืออาจกลัวว่าตนจะเป็นพวกกามตายด้าน
รวมทั้งสมัยเด็กมีความเกลียดชังบิดา เลยต้องการแก้แค้นเพศตรงข้าม
เป็นพฤติกรรมของคนที่มีสภาวะไม่ได้รับความรักที่สมบูรณ์
หรือมีความผิดปกติทางร่างกาย
16.
ค็อพโพรเลเลีย (Coprolalia)
โทรศัพทย์ลามก
การพูดลามก (Coprolalia) คำว่า coprolalia มาจากภาษากรีกว่า
kopros แปลว่า อุจจาระ และ lalia แปลว่า
พูด ดังนั้น coprolalia หมายถึง
การที่มีความสุขความพอใจทางเพศจากการได้พูดเรื่องลามกอนาจารให้เพศตรงข้ามฟัง
โดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จะพบในชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งอาจจะโทรศัพท์แล้วพูดลามก
หรือขอร่วมเพศ หยาบคาย อนาจาร และมักจะสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองขณะพูดโทรศัพท์ด้วย
การโทรศัพท์ที่ทำโดยชายเป็นส่วนใหญ่ก็เพื่อจะทำให้ตกใจและสร้างความรำคาญให้แก่เรา
และบ่อยครั้งเป็นความสนุกสนาน แต่ที่กระทำโดยความจงใจเพราะความกดดันทางเพศ
การได้รับโทรศัพท์ลามกอาจทำให้ตกใจและรำคาญ
แต่ผู้กระทำก็มักใช้วิธีโทรศัพท์อย่างเดียวโดยไม่ติดต่อกับผู้รับด้วยวิธีอื่น
ผู้ชายบางคนไม่กล้าพูดคุยกับผู้หญิง
เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอหรือไม่มีความสามารถที่จะทำให้ผู้หญิงคนใดสนใจในตัวเขา
ดังนั้นเขาจึงอาจใช้วิธีพูดโทรศัพท์ลามกกับผู้หญิงที่เขาสนใจ
ซึ่งอาจเป็นผู้หญิงที่ทำงานแห่งเดียวกันหรือคนที่เห็นกันบ่อยๆ เช่น เพื่อนบ้าน
แต่ถ้าไม่มีผู้หญิงคนใดที่เขาสนใจเป็นพิเศษ
เขาอาจโทรศัพท์ถึงผู้หญิงคนใดคนหนึ่งที่เขาค้นพบเลขหมายจากสมุดโทรศัพท์
17.
ค็อพโรฟิลเลียหรือ ค็อพโรแล็กเนีย (Coprophilia หรือ Coprolagnia)
เวจกาม (Coprophilia หรือ Coprolagnia) หมายถึง
ภาวะที่คนได้รับความสุข ความพอใจทางเพศ โดยมีอุจจาระเป็นองค์ประกอบ เช่น
การถ่ายอุจจาระบนร่างของคู่ร่วมเพศ หรือให้คู่ร่วมเพศถ่ายอุจจาระบนร่างของตน หรือ
อาจกินอุจจาระ (Coprophagia) ของคู่ร่วมเพศด้วย
ด้วยความรู้สึกบูชานับถือ การกระทำเช่นนี้มีอันตรายต่อสุขภาพกายด้วย
ยังไม่ทราบสาเหตุหรือแรงจูงใจที่แน่ชัดของผู้ป่วย
สันนิษฐานว่าอาจมีรากฐานมาจากการที่ทวารหนักเป็นช่องที่อยู่ใกล้กับอวัยวะเพศ และมีประสาทที่ไวต่อการสัมผัส
จึงอาจดึงดูดใจทางเพศ
และสำหรับคนบางคนส่งที่ออกมาจากทวารหนักก็พลอยดึงดูดใจทางเพศไปด้วย
เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ อุจจาระของคนถือว่าเป็นสิ่งสกปรก
และการล้างอุจจาระเป็นหน้าที่ของคนที่ต่ำกว่า
ดังนั้นคนที่ชอบทำร้ายตนเองหรือให้ผู้อื่นทำร้ายเพื่อความ
สุขทางเพศอาจพอใจที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้
การชำระล้างอุจจาระหรือทาร่างกายด้วยอุจจาระจะทำให้คนพวกนี้
รู้สึกว่าตนเองต่ำและอัปยศพร้อมกับมีความสุขทางเพศ
18.
ยูโรแล็กเนีย (Urolagnia)
ปัสสาวะกาม (Urolagnia) หมายถึง ภาวะที่คนได้รับความสุขทางเพศโดยมีปัสสาวะเป็นองค์ประกอบ
เช่น การถ่ายปัสสาวะบนร่างของคู่ร่วมเพศ หรือให้คู่ร่วมเพศปัสสาวะบนร่างตน
การพอใจในปัสสาวะอาจมาจากรากฐานที่ว่า
การถ่ายปัสสาวะเกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศ และเป็นการกระทำที่เป็นส่วนตัว
ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของคู่นอนจึงอาจทำให้ตื่นเต้นทางเพศ
หรือมิฉะนั้นก็อาจเกี่ยวข้องกับชีวเคมีเช่นเดียวกับในสัตว์ กล่าวคือ
กลิ่นน้ำปัสสาวะของสัตว์จะดึงดูดคู่ของมันให้มาหา อีกประการหนึ่งปัญหานี้อาจเป็นผลของการติดแน่นอยู่กับการพัฒนาทางบุคลิกภาพในวัยเด็ก
ซึ่งมีช่วงอายุหนึ่งที่เด็กจะพอใจการเล่นเกมส์ที่เกี่ยวกับปัสสาวะ เช่น
เด็กชายอาจแข่งขันกันว่าใครจะปัสสาวะได้สูงหรือไกลที่สุด
และอาจพอใจที่สามารถแอบดูผู้หญิงปัสสาวะได้
หรือเกิดจากความพอใจในจิตไร้สำนึกที่จะทำให้ตัวเองต่ำทราม เหมือนกับพวกเมโซคิส์ม
19.
เน็คโรฟิลเลีย (Necrophilia)
การชอบมีเพศสัมพันธ์กับศพ (Necrophilia) หมายถึง
ภาวะที่คนได้รับความสุขความพอใจทางเพศจากการได้ร่วมเพศกับซากศพ
พวกนี้มักจะทำงานที่เกี่ยวกับศพ บางคนอาจมีความต้องการร่วมเพศกับศพที่ตายใหม่ ๆ
จึงฆ่าเหยื่อของตนให้ตายเสียก่อนแล้วจึงร่วมเพศกับศพ
โดยเชื่อว่าความผิดปกติชนิดนี้ เกิดจากความพยายามที่จะมีอำนาจเหนือคนอื่นแฝงอยู่ในจิตใจในสมัยอียิปต์โบราณ
เมื่อหญิงสาวในตระกูลสูงและผู้หญิงที่สวยเป็นพิเศษตายจะเก็บศพไว้ก่อน ประมาณ 3 หรือ 4 วัน ก่อนที่จะให้สัปเหร่อนำไปดำเนินการต่อไป
เพื่อป้องกันไม่ให้สัปเหร่อมีเพศสัมพันธ์กับศพ
20.
เบ็สทิแอ็ลลิทิ หรือ โซฟิลเลีย (Bestiality หรือ Zoophilia)
การชอบสมสู่กับสัตว์ (Bestiality หรือ Zoophilia) หมายถึง
ภาวะที่คนมีความสุข ความพอใจทางเพศจากการร่วมเพศกับสัตว์
ซึ่งอาจเป็นการร่วมเพศด้วยองคชาติและช่องคลอดตามปกติ การร่วมเพศทางทวารหนัก
การดูดอมอวัยวะเพศผู้ หรือการเลียอวัยวะเพศเมีย
รวมทั้งอาจมีความสุขทางเพศจากการถูกสัตว์ (ที่ฝึกไว้สำหรับการนี้) เลีย
หรือถูอวัยวะเพศของตนก็ได้
จากการศึกษาข้ามวัฒนธรรมปรากฏว่ามีกรณีที่คนมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์อยู่จำนวนมาก
ซึ่งมีทั้งการสมสู่ระหว่าง คนกับสุนัข วัว ควาย แกะ ม้า และไก่
พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยปกติจะเป็นการทดลองการมีเพศสัมพันธ์
และภาวะคับข้องใจเนื่องจากการขาดคู่ร่วมเพศ
มักจะเกิดในชนบทห่างไกลไม่มีโอกาสปลดปล่อยความต้องการทางเพศกับเพศตรงข้ามหรือมีน้อย
ไม่จำเป็นเสมอไปว่าคนที่มีพฤติกรรมสมสู่กับสัตว์จะต้องเป็นโรคจิต แต่ก็อาจจะพบในผู้ป่วยทางจิต (psychosis)
หรือปัญญาอ่อน (mental retardation) ก็ได้
โดยมากผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์แบ่งออกเป็น
2 จำพวก คนจำพวกแรกที่นิยมทำเช่นนี้คือ
พวกที่ทำงานเกี่ยวกับปศุสัตว์หรือผู้เลี้ยงสัตว์
ซึ่งไม่ใคร่มีโอกาสร่วมเพศกับผู้หญิง คนพวกนี้เคยชินกับการดูแลสัตว์และกำจัดมูลสัตว์
จึงอาจฉวยโอกาสผ่อนคลายอารมณ์ทางเพศของตนกับสัตว์ที่ตนเลี้ยง
พฤติกรรมนี้เกิดบ่อยในระยะเข้าสู่
พวกที่สองมักเป็นบุคคลจำพวกที่สองเป็นผู้ที่อยู่ในวงสังคมชั้นสูง
ซึ่งส่วนมากจะเป็นสตรี คนพวกนี้จะใช้สุนัขขนาดเล็ก
ซึ่งได้รับการฝึกหัดให้ร่วมเพศโดยใช้ปากกับอวัยวะเพศ หรือใช้สุนัขตัวผู้ขนาดใหญ่
เช่น อัลเซเชียนและสแปนเนียลให้ร่วมเพศกับเจ้านาย
โดยทั่วไปการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดอันตราย
สัตว์บางตัวอาจเพียงข่วนหรือกัดในขณะบรรลุจุดสุดยอด แต่มักไม่ทำให้บาดเจ็บรุนแรง
และการติดเชื้อแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย
สาเหตุของความผิดปกติชนิดนี้เชื่อว่าอาจเกิดจากความกลัวการ
ล้มเหลวในการร่วมเพศกับเพศตรงข้าม
หรือเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดทางอารมณ์จากการร่วมเพศกับผู้หญิง
ซึ่งในจิตไร้สำนึกคิดว่าเป็นการร่วมเพศกับแม่
สำหรับผู้ป่วยบางคนการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการแสดงออกของความก้าวร้าวหรือการดูถูกผู้หญิง
โดยเปรียบเธอเสมอกับสัตว์ หรือโดยการเลือกสัตว์แทนที่จะเลือกเธอ
และบางคนพฤติกรรมนี้เป็นผลมาจากการขาดคู่ร่วมเพศ
หรือเป็นความต้องการที่จะทำอะไรให้แปลกไปจากธรรมดา ในวัยรุ่น
ความผิดปกติชนิดนี้จะหายไปเองเมื่อเขาสามารถมีความสัมพันธ์กับเพศตรงกันข้ามได้
แต่ถ้าอาการนี้ยังอยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่
ควรจะต้องรักษาความผิดปกติทางจิตที่อยู่ภายใต้อาการนี้
21. ชอบแลกเปลี่ยนคู่นอน
ความ
จริงพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดามากในวัฒนธรรมชองชาวเอสกิโม
เพราะพวกเขาจะยกภรรยาของตนเองให้หลับนอนกับแขกผู้มาเยือน
คาดว่าสาเหตุอาจมาจากพวกเอสกิโมอาศัยอยู่ในถิ่นที่มีอากาศหนาวเย็นจนเป็นน้ำ
แข็งตลอดปี ต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมที่ทำด้วยน้ำแข็ง ดังนี้
การที่จะแสดงน้ำใจไมตรีต่อผู้มาเยือนก็คือ ยกภรรยาให้ไปนอนกกกอดและมีอะไรกับแขก
เพื่อให้เกิดความอบอุ่นทางร่างกาย อย่างไรก็ดี
พฤติกรรมนี้นิยมมากขึ้นกว่าเดิมโดนเฉพาในกลุ่มสังคมชั้นสูงของชาวตะวันตก
อาจมีสาเหตุมาจากเบื่อหน่ายคู่สมรส เลยต้องการแสวงหาความสุขที่แปลกใหม่
22. ออโต้อีโรติก (Autoerotic
asphyxiation) ซึ่งเป็นพฤติกรรมความเบี่ยงเบนของการสำเร็จ
ความใคร่ด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจด้านเพศ
ผ่านการมีความสุขจากการทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน โดยการรัดคอหรือแขวนคอ
ซึ่งจะไปเพิ่มความเข้มข้นของการบรรลุจุดสุดยอด ในการสำเร็จความใคร่ให้ตนเอง อาจเป็นเพราะกลัวผู้หญิง รังเกียจเพศตรงข้าม
ชอบมีจินตนาการคนเดียว การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองจะไม่เรียกว่า ออโต้อีโรติก
จะต้องมีเครื่องมือ อุปกรณ์ ประกอบกามกิจด้วย เช่น อวัยวะเพศเทียม ก้อนเนื้อ
แล้วแต่รสนิยม บางคนต้องการความเจ็บปวดก็จะใช้เชือก ที่ผ่านมาเคยมีคนไข้ผู้หญิง
เป็นผู้หญิงโสด เรียนจบมาจากต่างประเทศ มาเข้ารับการบำบัดรักษาด้วยอาการนี้ โดยเวลากลางคืนจะเปลือยกายเอาเชือกมาพันตามตัว
ตั้งแต่ต้นขาจนถึงระดับอก โดยจะรัดบริเวณอวัยวะเพศและหัวนมแน่นเป็นพิเศษ
แล้วไปนั่งแกว่งชิงช้าอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเข้าข่ายพฤติกรรมออโต้อีโรติ
ที่มา
https://www.gotoknow.org/posts/534741
โรควิตกกังวล (Anxiety
Disorder)
ธรรมชาติของสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์
จำเป็นต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายเพื่อให้สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเอง
เราจะเห็นตามสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ เช่น กวางจะวิ่งหนีทันทีที่เห็นพุ่มไม้สั่นไหว
โดยไม่จำเป็นต้องให้เผชิญหน้ากับสิงโตก่อนแล้วค่อยวิ่งหนี
มนุษย์เองก็มีการตอบสนองในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน เช่น
เด็กนักเรียนที่แอบกินขนมในห้องเรียน รีบกินขนมให้หมดทันทีที่ได้ยินเสียงเดินที่ระเบียง
เพราะคิดว่าจะโดนครูลงโทษ กลไกสำคัญเหล่า
นี้มีประโยชน์เพราะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงภัยอันตรายที่จะเกิด แต่ในทางกลับกัน
ถ้ามีมากขึ้น ก็อาจนำไปสู่ ความวิตกกังวลทั่วๆไป (Anxiety)
แต่ถ้าวิตกกังวลมากจนส่งผลถึงการใช้ชีวิต
ก็อาจนำไปสู่ความวิตกกังวลที่เกินเหตุ จนอาจเกิดเป็นโรค/ภาวะวิตกกังวล (Anxiety
disorder) ได้
ความกลัวและความวิตกกังวลคืออะไร
โรควิตกกังวล
เราคงเคยเห็นคนกลัวสิ่งแปลก ๆ เช่น
กลัวเงาะ กลัวใบไม้ หรือกลัวตุ๊กตาหมี ซึ่งอาจสร้างความฉงนให้คนที่พบเห็น “ความกลัว (Fear)” เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ทั้งนี้เพราะว่าคนแต่ละคนอาจเคยมีประสบการณ์กับสิ่งที่ทำให้กลัวแตกต่างกัน เช่น
เด็กชายที่อยู่ในหมู่บ้านงูจงอาง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
กลับไม่ได้รู้สึกกลัวงูเหมือนเด็กส่วนใหญ่ เพราะคุ้นเคยกับงูมาตลอด
ดังนั้นความกลัวจะเกิดขึ้นได้ต้องมีปัจจัย 2 อย่างควบคู่กัน
อย่างแรกคือ ตัวกระตุ้นที่ชัดเจน
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นวัตถุ
อีกอย่างหนึ่งคือ
ระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำงานรวดเร็ว
ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น
ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
ขณะที่มนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง
มีพัฒนาการทางสมองมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ โดย เฉพาะความสามารถในการคิดล่วงหน้า
หรือจินตนาการได้เอง ทำให้มนุษย์ไม่ได้กลัวเฉพาะวัตถุที่อยู่ตรงหน้า
แต่สามารถกลัวไปถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน และมีการคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างไร้เหตุผล
นั่นคือมนุษย์มีสิ่งที่มากกว่าความกลัว หรือที่เราเรียกว่า “ความวิตกกังวล (Anxiety)” นั่นเอง
เราจึงเห็นได้บ่อยครั้งว่า คนใดที่มีความคิดเป็นเลิศ
ก็มักมีความกังวลเป็นเลิศควบคู่กันไป
โรควิตกกังวลคืออะไร
ความกังวลเล็กน้อยนั้นเป็นผลดี
เพราะทำให้รู้จักเตรียมตัวต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนา คต แต่ถ้ามากเกินไปจนเป็นผลกระทบต่อการทำงานหรือชีวิตประจำวัน
ก็อาจถือได้ว่าเป็นกลุ่มอาการของ “โรค/ภาวะวิตกกังวล
(Anxiety disorder)” ได้ โดยทั่วไปคนเราเมื่อเจอตัวกระตุ้น (Stressor)
เช่น ใกล้สอบ หรือต้องนำเสนองานต่อสาธารณชน ก็มีอาการตื่นเต้น
ใจสั่น เหงื่อออก ซึ่งเกิดจากความคิดล่วงหน้าเชิงลบเช่น “เราต้องทำข้อสอบได้ไม่ดีอย่างแน่นอน”
หรือ “ถ้าเราพูดผิดไปจะโดนคนอื่นตำหนิหรือเปล่า”
โดยทั่วไปอาการวิตกกังวลเหล่านี้มักจะหายไปอย่างชัดเจน
เมื่อทำงานสำเร็จลุล่วงไปแล้ว อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยโรควิตกกังวล พบว่าความ
คิดซ้ำๆเหล่านี้ไม่ได้หายไปเมื่อทำงานลุล่วงไปแล้ว แต่ยิ่งเป็นมากขึ้น
เพราะคิดว่ามันยังไม่สม บูรณ์ จนส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิต
ถ้าพิจารณาโรควิตกกังวลตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช
จะแบ่งออกมาเป็น 7 โรค /ภาวะ ด้วยกัน
ได้แก่
-โรคกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder)
-โรคแพนิก (Panic Disorder)
-โรคกลัวอย่างจำเพาะเจาะจง (Specific Phobia)
-โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia)
-โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder)
-ภาวะผิดปกติทางจิตใจจากเหตุการณ์วินาศภัย (Post Traumatic Stress
Disorder)
-ภาวะกังวลต่อการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder)
อะไรเป็นสาเหตุของโรควิตกกังวล
จากทั้งหมด 7 โรคที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของโรควิตกกังวล แต่สามารถสรุปได้ว่าอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก
ปัจจัยแรก ได้แก่ กรรมพันธุ์ เช่น
ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรควิตกกังวล โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคนี้สูง ขึ้น
หรือลักษณะพื้นอารมณ์แบบไม่แสดงออก (Behavioral
Inhibition)
ในปัจจัยที่ 2 ได้แก่ สิ่งแวดล้อม เช่น
เด็กเลียนแบบพฤติกรรมหลีกเลี่ยงอุปสรรค (Harm Avoidance) จากพ่อแม่
ทำให้เด็กกลัวการเข้าสังคม
โดยสรุปแล้วการวินิจฉัยว่าโรควิตกกังวลมีสาเหตุจากด้านใดนั้น
ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
อาการของโรควิตกกังวลเป็นอย่างไร
อาการโรควิตกกังวล สามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้าน
ด้านแรกได้แก่ อาการทางกาย
ซึ่งเกิดจากการตอบสนองทางระบบประสาทอัตโนมัติมากเกิน ไป เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น
หายใจเร็ว ปวดท้องเกร็ง ในผู้ป่วยโรคแพนิกบางรายอาจมีอาการรุน
แรงขนาดทำให้เกิดภาวะมือจีบ (การเกร็งของนิ้วมือ) และหมดสติได้
อย่างไรก็ตามอาการทางกายมักเป็นแค่ชั่วคราว โดยเฉพาะเวลาที่มีตัวกระตุ้น
อาการอีกด้าน ได้แก่
กลุ่มอาการทางความคิดหมกมุ่น ซึ่งมักเป็นเรื้อรังมากกว่า
ทั้งที่ผู้ป่วยรู้ตัวดีว่าความคิดไร้เหตุผล แต่ก็ไม่สามารถกำจัดความคิดเหล่านั้นออกไปได้
เช่น ผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำ จะมีความคิดว่า ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
หรือผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป จะมีความกังวลล่วง หน้าในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ในผู้ป่วยหลายราย อาการทางกายและทางความคิดมีความสำคัญอย่างชัดเจน เช่น เมื่อมีอาการใจสั่น
ผู้ป่วยก็เริ่มกังวลว่าจะเป็นโรคหัวใจอันตราย
เมื่อกังวลมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ใจสั่นมากขึ้น มีอาการเหล่านี้กลับไปมาตลอดเวลา
จนเป็นวงจรของโรควิตกกังวล
เมื่อไรควรไปพบจิตแพทย์
เมื่อมีความวิตกกังวล
หลายๆคนคงเคยวิตกกังวลตามสถานการณ์ต่างๆ
ซึ่งบางคนเป็นมากจนสงสัยว่าจะเป็นโรควิตกกังวลหรือไม่ ในทางการแพทย์
ตัวชี้วัดที่ชัดเจนอย่างหนึ่งว่า อาการวิตกกังวลนั้น “มากกว่าปกติ” คือ
ให้ดูที่การทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าอาการวิตกกังวลนั้น
ส่งผลทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้อย่างเคย เช่น สมาธิในการทำงานเสียไป ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแย่ลง
นอกจากนี้ ถ้ามีอาการทางกายชัดเจน เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ ปวดท้องบ่อยๆ ร่วมด้วย
ก็ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมินโรควิตกกังวล
การวินิจฉัยโรควิตกกังวลทำได้อย่างไร?
การวินิจฉัยโรควิตกกังวล ในเบื้องต้น
แพทย์จำเป็นต้องประเมินอาการของโรคทางกาย ที่อาจมีอาการคล้ายโรควิตกกังวล เช่นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
และโรคไทรอยด์เป็นพิษ อาจมีการเจาะเลือดในผู้ป่วยบางราย เพื่อยืนยันโรคทางกาย
หลังจากนั้นจิตแพทย์จะประเมินอาการโดยการสัมภาษณ์
และตรวจสุขภาพจิตว่าอาการเข้าได้กับโรควิตกกังวลกลุ่มใด ทั้งนี้ เกณฑ์อา
การต่างๆทางการแพทย์ (ที่ได้จากการประเมินของแพทย์) ในการวินิจฉัยโรควิตกกังวล
มีความชัดเจนเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปพบแพทย์
โรควิตกกังวลรักษาได้อย่างไร
เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่า
เป็นโรควิตกกังวล จะให้การรักษาโรคต่อไป ซึ่งมีทั้งจิตบำบัดเพื่อปรับพฤติกรรม
หรือยาคลายกังวล
ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องให้ทั้ง 2 วิธีควบคู่กันไป
เนื่องจากผู้ป่วยมักจะคิดมากว่าตัวเองเป็นโรคประสาท
หรือโรคร้ายแรงจนไม่สามารถเยียวยา
เบื้องต้น
แพทย์จะให้ความรู้ผู้ป่วยเกี่ยวกับโรควิตกกังวลว่า ไม่อันตรายและรักษาหาย ขาดได้
โดยส่วนใหญ่ ระยะเวลาในการรักษาใช้เวลาอย่างน้อย 2 ถึง 3 เดือนขึ้นไป ขึ้นกับความรุนแรงของตัวโรค
และความต่อเนื่องของผู้ป่วยในการมาพบแพทย์
ดังนั้นความร่วมมือระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด
การทำจิตบำบัด
จะเน้นการเผชิญหน้ากับสิ่งเร้าอย่างเป็นขั้นตอน (Systematic
Desensitization) โดยเริ่มจากสิ่งเร้าที่กังวลน้อยไปสู่สิ่งเร้าที่กังวลมาก
อย่างค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยจะได้รับการฝึกควบคุมกล้ามเนื้อและควบคุมการหายใจ
เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ระบบประ สาทอัตโนมัติทำงานรวดเร็วเกินไป และนอกจากนี้
ยังมีการปรับความคิดเพื่อปรับพฤติกรรม(Cognitive Behavioral Therapy) เพื่อขจัดความคิดเชิงลบที่เป็นสาเหตุของความวิตกกังวล
การทำจิตบำบัดจะมีรูปแบบที่ชัดเจน
และมักจะรวมไปถึงการมอบหมายการบ้านให้ผู้ป่วยไปทำ เช่น
ทดลองเผชิญหน้ากับสิ่งที่กังวลทีละนิด หรือ จดบันทึกอารมณ์ เพื่อประเมินความกังวลในแต่ละช่วงเวลา
ยารักษาโรควิตกกังวลที่ใช้รักษา
แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรกคือยาต้านเศร้า (Antidepressant) ที่นิยมใช้คือ
ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์กับสารสื่อประสาท ชนิดที่เรียกว่า Serotonin เช่น ยา Fluoxetine และ ยา Sertraline ยานี้มีผลข้างเคียงน้อย เช่น คลื่นไส้อาเจียน หรือวิงเวียนศีรษะ
มีความปลอดภัยเมื่อรับประทานตามขนาดที่แพทย์สั่ง
แต่มีข้อเสียที่จำเป็นต้องรับประทานยาอย่างน้อย 2
สัปดาห์ขึ้นไป จึงสามารถบอกผลการรักษาได้ ดังนั้นในช่วง 2
สัปดาห์แรกของการรักษา แพทย์จึงต้องให้ยากลุ่มที่ 2
ยากลุ่มที่ 2 คือยาคลายกังวล (Anxiolytic) เช่น
ยา Alprazolam, Clonazepam หรือ Lorazepam ซึ่งยามักออกฤทธิ์ทันที ช่วยลดการตื่นตัวของระบบประสาท และช่วยให้นอนหลับ
เนื่องจากยากลุ่มที่ 2 นี้ มีฤทธิ์ง่วงซึม
จึงควรระมัดระวังถ้ารับประทานยาในช่วงเวลาทำงาน
โรควิตกกังวลรักษาได้หายขาดหรือไม่
โดยทั่วไปแล้ว โรควิตกกังวลทุกชนิด
มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ใช้เวลาการรักษาประมาณครึ่งถึงหนึ่งปี
ยิ่งรักษาตั้งแต่เริ่มต้นเท่าใด ก็ยิ่งตอบสนองต่อการรักษาดี
การพยากรณ์โรคขึ้นกับอาการในแต่ละโรค เช่น
โรคแพนิกจะตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาดีกว่าโรคย้ำคิดย้ำทำ อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางราย
อาจจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้อง กันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ
เนื่องจากเมื่อมีอาการบ่อย ก็ยิ่งทำให้รักษาได้ยากขึ้น ดังนั้น การรัก
ษาวิธีใดขึ้นกับดุลยพินิจ และความชำนาญของแพทย์แต่ละท่าน
โรควิตกกังวลก่อผลข้างเคียงอย่างไร
ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรควิตกกังวล
เมื่อไม่ได้รับการดูแลรักษา เช่น ภาวะซึมเศร้า นอนไม่หลับ
มีอาการทางกายดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ และอาจหันไปพึ่งสารเสพติด เช่น
ดื่มแอลกอฮอล์
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อวิตกกังวล
การดูแลตัวเองเมื่อเริ่มวิตกกังวล
เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปควรทำความเข้าใจเบื้องต้น
เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการรุนแรง จนพัฒนากลายเป็นโรควิตกกังวลในภายหลังได้
เนื่องจากอาการวิตกกังวลประกอบด้วย
อาการทางกายและทางความคิด การปรับความ คิดอาจทำได้ยากกว่าการควบคุมร่างกายตัวเอง
ดังนั้นการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และควบคุมการหายใจ
จะเป็นการผ่อนคลายความวิตกกังวลในเบื้องต้น สามารถเริ่มทำได้ โดยอยู่ในสิ่ง
แวดล้อมที่เงียบสงบ ไม่มีสิ่งรบกวน หายใจเข้าออกช้าๆ นับ 1–10 ต่อการหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง
ทำร่วมกับการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถทำได้โดยอยู่ในท่านั่งหรือท่านอนที่สบาย
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ เมื่อสามารถทำตามวิธีดังกล่าว
จะทำให้ร่างกายตอบสนองลดลงต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตามควรทำอย่างสม่ำเสมอวันละ 10–15 นาที
ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร
เมื่อเป็นโรควิตกกังวล
สิ่งหนึ่งที่ต้องปรับความคิดและทำความเข้าใจว่า โรคนี้ไม่ได้ร้าย
แรงอย่างที่เข้าใจ แต่ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับโรควิตกกังวล ยิ่งทำให้อาการแย่ลง
ตัวอย่างเช่น คนไข้มีความเข้าใจผิดว่า ต้องพยายามควบคุมความคิดเพื่อรักษาอาการ
แต่ที่จริงแล้วการพยา ยามควบคุมความคิด ยิ่งทำให้โรคเป็นมากขึ้น
การรักษาที่ถูกต้อง แพทย์จะแนะนำว่า ให้รู้สึกผ่อนคลายในสิ่งที่ง่าย ๆ เช่น
รู้สึกสบายเมื่อมีลมเย็นๆ ความรู้สึกที่ชัดเจนจะช่วยให้ลดความฟุ้ง ซ่าน
ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรควิตกกังวล
นอกจากนี้การออกกำลังกาย
และทำกิจกรรมตามปกติ จะมีประโยชน์มากกว่าการเก็บตัว ไม่เข้าสังคม
เนื่องจากการอยู่คนเดียว จะทำให้ผู้ป่วยอยู่กับความคิดของตนเองคนเดียว
และอาจมีความคิดเชิงลบที่มักแทรกซึมเข้ามาทีละนิด เช่น ผู้ป่วยที่ขาดงาน
มักปรับตัวต่อการกลับ ไปทำงานใหม่อีกครั้งได้ยาก
เพราะเข้าใจว่าเพื่อนที่ทำงานไม่ชอบตัวเอง และทำให้ตอบสนองต่อเพื่อนร่วมงานไม่ดี
นำไปสู่ปัญหาที่ทำงานตามมา
ป้องกันความวิตกกังวลและโรควิตกกังวลอย่างไร
ในคนที่ปัจจุบันยังไม่มีความวิตกกังวล
จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีในการป้องกันภาวะวิตกกังวล เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน
การรับรู้ถึงสภาวะปกติของตัวเองจะช่วยให้เข้าใจว่า เมื่อมีอาการวิตกกังวลแล้ว
ร่างกายกับความคิดตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทางใด นอกจากนี้การออกกำลังกาย
การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยป้องกันความวิตกกังวล และโรควิตกกังวลได้เป็นอย่างดี
ที่มา
http://haamor.com/th/โรคกังวล/
เด็กพิเศษแอลดี ภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ (LD : Learning Disability)
สาเหตุของภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้
(LD : Learning Disability)
เด็กแอลดี
(LD : Learning Disability) หรือ
เด็กที่อยู่ในภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้ เด็กๆ
เหล่านี้จะมีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือฉลาดกว่า
แต่การเรียนรู้ในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้านจะช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันโรคแอลดีเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง
ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสมองส่วนใดหรือมีความผิดปกติอย่างไร พบว่ามักจะอยู่ในกลุ่มที่แม่มีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์
มีปัญหาระหว่างคลอดหรือหลังคลอด หรือสมองของเด็กมีการทำงานผิดปกติ
โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อ อุบัติเหตุ ได้รับสารพิษ เป็นต้น
เด็กแอลดีไม่ได้เป็นปัญญาอ่อน
มีสติปัญญาปกติหรือมากกว่าปกติ และไม่ได้พิการใดๆ ทั้งสิ้น สาเหตุจะต้องมาจากความผิดปกติของสมองเพียงอย่างเดียว
ไม่ใช่การอยู่ในวัฒนธรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะด้อยโอกาสในการดูแล หรือ
เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียน
อาจเกิดจากระบบการสอนที่ไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กตามวัย
อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความบกพร่องด้านการเรียนได้ เช่น
การเร่งให้เด็กเขียนหนังสือในขณะที่พัฒนาการกล้ามเนื้อของเด็กยังไม่พร้อม เป็นต้น
จึงไม่จัดอยู่ในกลุ่มของเด็กแอลดี
โรคแอลดีเป็นโรคที่ติดตัวเด็กไปจนโต
การรักษาในวัยเด็กระยะแรกจะสามารถช่วยได้
เพราะเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้อาจประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและด้านอื่นๆ
ได้ แต่กความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นเสมือนโรคที่ซ่อนเร้น
บางครั้งพบว่าเด็กไม่แสดงอาการชัดแจ้ง
แต่ควรสังเกตและตรวจสอบตั้งแต่เด็กยังเล็กอยู่ว่าเข้าข่ายเหล่านี้หรือไม่
พ่อแม่ คนในครอบครัว หรือญาติผู้ใหญ่
มีประวัติเป็นแอลดี
แม่มีอายุน้อยมาก
เด็กมีน้ำหนักแรกเกิดเท่าไร
น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์มากไหม
เด็กมีภาวะความบาดเจ็บทางสมองจากการคลอดก่อนหรือหลังกำหนด
เด็กเคยเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของอวัยวะ
เช่น หู ซึ่งสามารถสร้างความกระทบกระเทือนไปถึงสมองบางส่วนหรือไม่
เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ เช่น
มลพิษจากสารตะกั่ว เป็นต้น
นอกจากนี้ยังสังเกตได้จากพัฒนาการของเด็กว่า
เป็นไปตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะด้านสติปัญญาที่จะส่งผลสัมพันธ์กับ
พัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น
วัยอนุบาล
เด็กสามารถพูดคุยออกเสียงได้ชัดเจน
สื่อสารได้ เข้าใจนิทานหรือเรื่องอิงจินตนาการที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง
ความเข้าใจเรื่องมิติสัมพันธ์
รู้จักด้านซ้าย ด้านขวา ไม่ใส่รองเท้าสลับข้าง เขียนอักษรได้ถูกต้อง ไม่สลับทิศทาง
เป็นต้น
การทำงานประสานกันระหว่างตาและมือ
และการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถนับเลขจำนวนง่ายๆ ได้ เช่น นับ 1-10 ได้ เป็นต้น
วัยประถม
เด็กมีความสนใจหรือใส่ใจมากน้อยแค่ไหน
พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูที่โจทย์การบ้านว่ามีความยากง่ายอย่างไร
แล้วเปรียบเทียบว่าเด็กใช้เวลาทำการบ้านนานเกินไปหรือไม่
เด็กมีความเข้าใจในบทเรียนต่างๆ
มากน้อยแค่ไหน เมื่อถูกซักถาม สามารถอธิบายได้หรือไม่
เด็กวัยประถมควรอ่านสะกดคำได้
อ่านแล้วสามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาก่อนหรือหลังได้อย่างเข้าใจ
มีความเข้าใจเรื่องการคิดคำนวณ บวก ลบ
คูณ หารเลขลักหน่วย หลักสิบ เป็นต้น
ข้อสังเกตและอาการบ่งชี้ของภาวะความบพร่องในการเรียนรู้
(LD : Learning Disability)
เด็กแอลดีอาจแสดงออกมาเป็นความบกพร่องทางการฟัง
การพูด การเขียน การคำนวณ เป็นต้น
ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนทำให้เรียนไม่ได้ตามศักยภาพที่มีอยู่
เด็กพวกนี้ถึงแม้จะเรียนพร้อมกับเด็กคนอื่น แต่ก็เรียนรู้ไม่ได้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดงนี้
1. ด้านการอ่าน (Dislexia)
อาจจะอ่านไม่ออกหรืออ่านได้บ้าง
สะกดคำไม่ถูก ผสมคำไม่ได้ สลับตัวพยัญชนะ สับสนกับการผันสระ อ่านตกหล่น ข้ามคำ
อ่านไม่ได้ใจความจนถึงขั้นอ่านไม่ออกเลย
อ่านช้า ลำบากในการอ่าน
จะต้องสะกดคำก่อนจึงจะอ่านได้
อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
อ่านเดาจากอักษรตัวแรก เช่น บาท เป็นบทที่, เมื่อนั้น เป็น บัดนั้น
อ่านข้าม อ่านเพิ่ม อ่านสลับคำ เช่น
กรน อ่านเป็น นรก, กลม เป็น กมล
เพราะความสามารถในการรับตัวหนังสือเข้าไปแล้วแปลเป็นตัวอักษรเสียไป
ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
อ่านแล้วจับใจความสำคัญหรือเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้
สำหรับเด็กที่มีความสามารถในการคำนวณ
แต่มีปัญหาในการอ่าน ก็ไม่สามารถทำคะแนนได้ดีเวลาสอบ
เนื่องจากโจทย์ที่ให้ต้องอ่านเพื่อตีความหมาย
2. ด้านการเขียนและการสะกดคำ
(Disgraphia)
รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่เขียนไม่ได้
เขียนตก เขียนพยัญชนะสลับกัน บางคนเขียนแบบสลับซ้ายเป็นขวาเหมือน ส่องกระจก
เกิดจากมือและสายตาทำงานไม่ประสานกัน เขียนกลับหลัง เขียนพยัญชนะ สระวรรณยุกต์
สลับตำแหน่งกัน
(เด็กกลุ่มนี้มักจะเริ่มสังเกตเห็นปัญหาได้ชัดเจนตอนเริ่มเข้าเรียน) เช่น ก ไก่
เขียนหันหัวไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย
ลากเส้นวนๆ ซ้ำๆ ไม่แน่ใจว่าจะเขียนหัวเข้าหรือหัวออก
เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น น เป็น ม, ภ เป็น ถ, ด เป็น ค, b เป็น d,
6 เป็น 9 เป็นต้น
เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น
สติถิ
เขียนเรียงลำดับ ก-ฮ ไม่ได้
แต่บอกให้เขียนทีละตัวได้
เขียนไม่ตรงบรรทัด
ขนาดตัวหนังสือเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ไม่มีช่องไฟ
จับดินสอแน่นมาก ลบบ่อยๆ
เขียนทับคำเดิมหลายๆ ครั้ง
สะกดคำผิด เช่น บดบาด (บทบาท) แพด
(แพทย์)
3. ด้านการคำนวณ (Discalculia)
อาจจะคำนวณไม่ได้เลย หรือทำได้แต่สับสนกับตัวเลข ไม่เข้าใจสัญลักษณ์
ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข ไม่สามารถจับหลักการ บวก ลบ คูณ หารได้
เขียนตัวเลขผิด ไม่เข้าใจเครื่องหมาย
สัญลักษณ์ ค่าของตัวเลขหลักต่างๆ หรือไม่เข้าใจวิธีการคำนวณตัวเลข
นับเลขไปข้างหน้าหรือนับย้อนหลังไม่ได้
จำสูตรคูณไม่ได้
จะคำนวณเลขจากซ้ายไปขวา
แทนที่จะเป็นจากขวาไปซ้าย
ไม่เข้าใจเรื่องเวลา
เขียนเลขสลับตำแหน่งกัน เช่น จาก 12 เป็น 21
เอาตัวเลขน้อยลบออกจากตัวเลขมาก เช่น 35-8 =27 เด็กจะเอา 5 ลบออก 8 เพราะมองว่า 5 เป็นเลขจำนวนน้อย แทนที่จะมองว่า 5 เป็นตัวแทนของ 15
เด็กพิเศษแอลดี, เด็กแอลดี, เด็กบกพร่องในการเรียนรู้,
ลูกบกพร่องในการเรียนรู้, LD, Learning Disability, ภาวะบกพร่องในการเรียนรู้, โรคแอลดีล อาการแอลดี,
ยีนแอลดี, การตรวจแอลดี, การรักษาแอลดี, การวินิจฉัยแอลดี, การช่วยเหลือเด็กแอลดี, ช่วยลูกเป็นแอลดี, ลูกเรียนรู้ช้า, ลูกสมองช้า, ลูกเรียนช้า,
ลูกเรียนไม่ทันเพื่อน, ลูกไม่สนใจเรียน
การวินิจฉัยทางการแพทย์ของภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้
(LD : Learning Disability)
ปัญหาบกพร่องด้านการเรียนรู้
แพทย์จะซักประวัติโดยละเอียดก่อน
เพื่อตรวจสอบว่าการบกพร่องด้านการเรียนรู้นี้เป็นปัญหาที่เกิดจากสภาวะแวดล้อมส่งผลต่อการเรียนหรือไม่
ปัญหาสภาวะแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเรียน
มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน
เป็นผลทำให้ต้องขาดเรียนบ่อย เรียนไม่ทันเพื่อน
กินยารักษาโรคบางชนิดที่มีผลทำให้ง่วง
ครอบครัวหย่าร้าง พ่อแม่ทะเลาะกัน
ทำร้ายร่างกาย ตบตี กระทำทารุณ
ครูไม่เอาใจใส่เด็ก
ถูกเพื่อนแกล้ง
หากพบว่าการบกพร่องด้านการเรียนรู้
ไม่ได้เกิดจากปัญหาสภาวะแวดล้อมเหล่านี้ ก็จะทำการทดสอบไอคิว ถ้าผลออกมาว่า
การอ่าน การเขียน การฟัง ไม่สัมพันธ์กับไอคิว เด็กอาจจะเป็นโรคแอลดี
และอาจมีปัญหาที่สมองของเด็กจริง
การช่วยเหลือทางจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว
พ่อแม่จะต้องช่วยให้เด็กผ่านช่วงวัยเรียนไปให้ได้
เพราะเมื่อผ่านได้แล้ว เด็กไม่ได้ต้องสอบ ปัญหาต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไปตามวัย
สร้างให้ช่วงวัยเรียนของเด็กมีความสุขที่สุด
มีปัญหาน้อยที่สุด ทำให้เด็กเกิดความมั่นใจ คิดว่าตนเองมีคุณค่า นับถือตัวเอง
และภาคภูมิใจในตนเอง
พ่อแม่ต้องให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องของ
อีคิว (EQ) มากกว่าผลการเรียนดีเลิศของเด็ก
พ่อแม่ต้องใจเย็น ใช้ความอดทนสูง
ให้ความรักและเข้าใจเด็ก ไม่ดุด่า ไม่หยิก ไม่ตี
พ่อแม่ต้องไม่คาดหวังมาก
สร้างให้เด็กสามารถมีชีวิตได้เองโดยลำพัง ไม่เป็นภาระของผู้อื่น
สามารถอยู่ในสังคมได้
ปลอดภัยจากสารพิษ เล่นเด็กเล่นอยู่ในสถานที่ปลอดภัย
ห่างไกลมลพิษ ไม่ให้อยู่ในสถานที่ๆ มีสารตะกั่วนานเกินไป
อย่างริมถนนที่รถพลุกพล่าน ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง
เวลาทองของครอบครัว
คุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรเวลาของครอบครัว มีกิจกรรมทำร่วมกัน เช่น
การเล่นบทบาทสมมติ การอ่านหนังสือ เล่านิทาน สอนให้เด็กมีทักษะการคิด การคำนวณ
ขีดเขียนวาดภาพ หรือเล่นเกมสังเกตและทายสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นต้น
งานบ้านฝึกสมอง
ให้เด็กช่วยทำงานบ้านง่ายๆ ที่ส่งเสริมทักษะการใช้ความคิด
และกระตุ้นพัฒนาการของสมองอย่างสม่ำเสมอ ช่วยจัดช้อนส้อม เก็บจานชามเข้าที่
หรือช่วยจัดโต๊ะอาหาร เป็นต้น
การช่วยเหลือทางด้านการเรียน
แพทย์จะประสานกับโรงเรียน
แจ้งผลการตรวจแก่ครู และขอความร่วมมือในการปรับวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสม
เรียนในโรงเรียนที่ครูเข้าใจและพร้อมจะช่วยเหลือ
ถือเป็นหัวใจสำคัญ หากครูเข้าใจและให้ความร่วมมือ เด็กจะรู้สึกดีต่อตัวเองและรู้ตัวว่าสามารถเรียนหนังสือได้
พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู จะต้องเข้าใจ
พยายามช่วยเหลือเด็ก สร้างให้เด็กมั่นใจในตัวเอง รวมกลุ่ม และทำงานกับเพื่อนได้
การอ่าน
ครูต้องช่วยอ่านโจทย์ให้ฟังเวลาสอบ เด็กจะสามารถเข้าใจและตอบข้อสอบนั้นได้
ปรับวิธีการสอน การอ่านคำ เช่น
แทนที่จะสอนให้รู้จักการผสมคำ ต้องสอนให้ใช้วิธีจำเป็นคำๆไป
กระตุ้นสมองด้วยจินตนาการ ด้วยการเล่น
โดยเฉพาะการเล่นจากการใช้จินตนาการ ฟังนิทาน ต่อบล็อก และอื่นๆ ที่จะให้เด็ก
ที่มา
http://www.momypedia.com/wiki-6-27-99/เด็กแอลดี-(ld-:-learning-disability)/
บุคลิกภาพแปรปรวน(Personality
Disorders)
บุคลิกภาพของบุคคลมีมากมายหลายแบบ
บางคนเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ซื่อสัตยสุจริต ขยันหมั่นเพียร และมีความกระตือรือร้น
แต่บางคนก้าวร้าว ดื้อรั้น หรือเฉื่อยชา ฯลฯ บุคลิก
ภาพที่มีลักษณะต่างจากของคนทั่วไปมากๆ ถือว่าเป็นบุคลิกภาพแปรปรวน
ซึ่งเป็นบุคลิกภาพที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้บุคคลที่เป็นเจ้าของและสังคมได้
ตามคำจำกัดความของคำว่าบุคลิกภาพแปรปรวน
หมายถึง กลุ่มของความผิดปกติทางพฤติกรรมที่ฝังรากลึก ยากแก่การเปลี่ยนแปลง
ซึ่งโดยทั่วไปจะเริ่มปรากฏในวัยรุ่นหรืออาจเร็วกว่านั้น
และจะดำเนินต่อไปเกือบตลอดวัยผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามลักษณะดังกล่าวจะชัดเจนน้อยลง
ในวัยกลางคนและวัยชรา
ลักษณะของบุคลิกภาพแปรปรวน
บุคลิกภาพแปรปรวน
เป็นบุคลิกภาพที่แตกต่างจากบุคลิกภาพของคนส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก และเป็นอยู่นาน
แต่โดยทั่วไปจะไม่ทำให้เกิดอาการที่รบกวนบุคคลผู้นั้น
ดังนั้นบุคคลซึ่งมีบุคลิกภาพแปรปรวนจึงมักจะไม่มาขอความช่วยเหลือจากแพทย์ด้วยตนเอง
แต่โดยที่บุคคลซึ่งมีบุคลิกภาพแปรปรวนจะทนต่อความตึงเครียดและความคับข้องใจได้น้อยกว่าคนธรรมคา
เช่น เมื่อมีความกดดันเพียงเล็กน้อยเขาอาจวิตกกังวลอย่างมาก
หรือถ้าความกดดันมากพอควรเขาอาจเกิดอาการของโรคจิตชั่วคราวได้
รวมทั้งความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นมักบกพร่องไป
ทำให้บุคคลผู้นั้นทรงชีวิตอยู่ในสังคมโดยมีความสุขและความสำเร็จน้อยกว่าที่ควร
ยกเว้นในบางอาชีพซึ่งยอมรับและส่งเสริมบุคลิกภาพแปรปรวนบางแบบ เช่น อาชีพที่เกี่ยวกับการบันเทิงหรือการแสดงมักยอมรับบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบรักตนเองหรือแบบฮีสทีเรีย
บุคคลที่มีบุคลิกภาพแปรปรวน
แบบที่กล่าวนี้จึงอาจประสบความสุขและความสำเร็จในชีวิตได้บ้าง
สาเหตุ
ปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดบุคลิกภาพแปรปรวน
แต่พบว่าปัจจัยที่อาจจะเป็นสาเหตุได้มีดังนี้
๑.
ลักษณะที่ติดตัวบุคคลผู้นั้นมาตั้งแต่เกิด เช่น ลักษณะประจำตัวเด็กแต่ละคน
หรือการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
เช่นมีผู้พบว่าคนที่มีบุคลิกภาพแบบอันธพาลมักจะมีบิดามารดาเป็นอันธพาล
แม้ว่าจะได้แยกเด็กไปให้คนอื่นเลี้ยงตั้งแต่วัยเด็กแล้วก็ตาม
นอกจากนั้นยังพบว่าคนที่มีบุคลิกภาพแบบอันธพาลจะมีลักษณะของคลื่นสมองผิดปกติบ่อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ
(Goodwin และ Guze ค.ศ. ๑๙๗๙)
๒. การพัฒนาทางบุคลิกภาพ เช่น
การอบรมเลี้ยงดูอย่างขาดความอบอุ่นในวัยทารก
อาจทำให้ทารกนั้นกลายเป็นผู้ใหญ่ซึ่งขาดความไว้วางใจสิ่งแวดล้อม
หรือยึดติดกับการพัฒนาทางบุคลิกภาพในระยะปาก คือ เป็นคนรับประทานจุกจิก ปากจัด
ชอบวิจารณ์ หรือติดสุราและยาเสพติด การเข้มงวดกวดขันเกี่ยวกับการขับถ่ายในวัย ๑-๓
ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่ความสุขของเด็กอยู่ที่ทวารหนัก ก็อาจทำให้เด็กคนนั้นกลายเป็นคนพิถีพิถัน
เจ้าระเบียบ เคร่งครัดในคุณธรรม หรือกังวลเรื่องความสะอาดมากเกินไป เป็นต้น
๓.
ประสบการณ์ในวัยเด็กอาจส่งเสริมพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น –
๓.๑ เมื่อทำไม่ดีแล้วได้รับรางวัล
เช่น เมื่อเด็กต้องการอะไรซึ่งพ่อแม่ไม่ต้องการให้เด็กจะร้องเสียงดังลงดิ้นกับพื้น
หรือกระแทกศีรษะกับฝาผนัง ทำให้พ่อแม่จำต้องยอมให้สิ่งที่เด็กต้องการ
เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ เด็กจะมีนิสัยเอาแต่ใจตน และแสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อถูกขัดใจ
๓.๒
การถูกอบรมเลี้ยงดูที่เคร่งครัดเกินไป การที่พ่อแม่เคร่งครัดไม่ผ่อนปรน
และขาดเหตุผลต่อเด็ก เมื่อเด็กประพฤติผิดไปจากสิ่งที่พ่อแม่กะเกณฑ์ไว้ก็จะตำหนิหรือลงโทษเด็ก
โดยไม่ยอมรับฟังเหตุผลจากเด็ก อาจทำให้เด็กเป็นผู้มีพฤติกรรมก้าวร้าว
และประพฤติตรงกันข้าม กับที่พ่อแม่ต้องการ
๓.๓
การที่บิดามารดาหรือบุคคลที่มีอำนาจในครอบครัวมีบุคลิกภาพผิดปกติ
เด็กอาจลอกเลียนลักษณะที่ผิดปกติเหล่านั้นได้
๔. ปัจจัยทางจิต-สังคม (psychosocial factor) มีผู้ศึกษาบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบอันธพาล
พบว่าบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำ
อาศัยอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม และมีภูมิลำเนาอยู่ในเมือง
บิดามารดามักทะเลาะกันเป็นประจำหรือแยกทางกัน ติดสุราหรือยาเสพติด
หรือมีบุคลิกภาพแบบอันธพาล
เพราะฉะนั้นปัจจัยทางจิต-สังคมอาจมีส่วนเป็นสาเหตุของบุคลิกภาพแปรปรวนได้เช่นกัน (Goodwin
และ Guze ค.ศ. ๑๙๗๙)
๕. ความผิดปกติในหน้าที่ของสมอง เช่น
โรคลมชัก การอักเสบของสมอง Arteriosclerotic
brain disease, Senile dementia และ Alcoholism ฯลฯ ทำใหบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงได้
ในพวกที่เกิดจากสาเหตุที่ ๕
บุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงจะเกิดในขณะหรือหลังจากการป่วยด้วยโรคที่กล่าวนั้น
การจำแนกบุคลิกภาพแปรปรวน
แบบต่าง ๆ
ของบุคลิกภาพแปรปรวนแบ่งตามการจำแนกโรคสากลขององค์การอนามัยโลก ค.ศ. ๑๙๗๘ หรือ ICD-9 เป็นดังนี้ คือ
๑. Paranoid
personality disorder หรือบุคลิกภาพแปรปรวนแบบหวาดระแวง
ประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ ได้แก่ มีความรู้สึกไวเกินควรต่อความผิดหวัง
การถูกเหยียดหยาม หรือการถูกปฏิเสธ และมีแนวโน้มจะเข้าใจการกระทำที่เป็นธรรมดา
หรือการกระทำที่หวังดีของคนอื่นว่าเป็นการก้าวร้าวหรือดูถูกดูหมิ่นตน
และมีความรู้สึกฝังแน่นว่าตนเองจะต้องต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง
คนเหล่านี้มักจะอิจฉาริษยาผู้อื่นหรือรู้สึกว่าตนมีความสำคัญมากเกินไป
อาจรู้สึกว่าตนถูกผู้อื่นเหยียดหยามหรือเอาเปรียบ ยิ่งกว่านั้นยังก้าวร้าวและดื้อรั้น
และทุกรายจะคิดถึงตนเองมากผิดปกติ
ระบาดวิทยา
เราไม่ทราบอุบัติการที่แท้จริงของบุคลิกภาพแบบนี้
เพราะคนเหล่านี้มักไม่มาพบแพทย์ แต่เท่าที่พบเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ปัญหา
โดยทั่วไปบุคคลที่มีบุคลิกภาพแปรปรวนแบบนี้มักจะรู้ตัว
และปิดบังความคิดที่ผิดปกติของตนไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตามมักพบปัญหาในงานอาชีพ
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับเจ้านายหรือผู้ร่วมงาน
และในรายที่เป็นรุนแรงความสัมพันธ์กับบุคคลทุกคนจะเสียอย่างมาก
ในปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่า บุคลิกภาพแบบนี้เกี่ยวข้องกับโรคจิตเภทแบบหวาดระแวง
หรือโรคจิตแบบหวาดระแวงอื่นๆ
หลักเกณฑ์การวินิจฉัย (dsm-iii)
๑.
มีความระแวงสงสัยอย่างมากโดยไม่มีเหตุผล และขาดความไว้วางใจผู้อื่น
โดยแสดงลักษณะต่อไปนี้อย่างน้อย ๓ ประการ คือ
๑.๑ คาดว่าผู้อื่นมีเล่ห์เหลี่ยม
หรือเป็นอันตรายต่อตน
๑.๒ ระมัดระวังตัวมากเกินไป
โดยการพินิจพิเคราะห์สิ่งแวดล้อมเพื่อค้นหาว่ามีการคุกคามต่อตนหรือไม่
หรือระมัดระวังตัวมากโดยไม่จำเป็น
๑.๓ ปิดบัง หรือมีความลับ
๑.๔ ไม่ยอมรับการตำหนิอย่างมีเหตุผล
๑.๕
ไม่ไว้ใจผู้อื่นว่าจะซื่อสัตย์ต่อตน
๑.๖ สนใจเกี่ยวกับส่วนเล็กๆ น้อยๆ
ของเรื่องต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องทั้งหมด
๑.๗
สนใจเกี่ยวกับเบื้องหลังที่เคลือบแฝง และความหมายพิเศษของสิ่งต่างๆ
๑.๘ อิจฉาริษยา
๒. อารมณ์หวั่นไหวง่าย
โดยแสดงลักษณะต่อไปนี้อย่างน้อย ๒ ประการ คือ
๒.๑ ถือโกรธในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
โดยง่าย
๒.๒ ทำปัญหาเล็กให้เป็นปัญหาใหญ่
๒.๓ พร้อมที่จะต่อสู้เมื่อถูกคุกคาม
๒.๔
ไม่สามารถผ่อนคลายความตึงเครียดของตนเองได้
๓. อารมณ์แคบ (restricted affectivity) ซึ่งแสดงลักษณะต่อไปนี้อย่างน้อย
๒ ประการ คือ
๓.๑ ลักษณะภายนอกดูชาเย็น
และไม่มีอารมณ์
๓.๒ มักทำอะไรโดยอาศัยแต่เหตุผล
ไม่คำนึงถึงอารมณ์หรือความรู้สึกเลย
๓.๓ ขาดอารมณ์ขันอย่างแท้จริง
๓.๔ ไม่มีความรู้สึกอ่อนโยน
หรือความรู้สึกซาบซึ้งในเรื่องต่างๆ
๒. Schizoid
personality disorder หรือบุคลิกภาพแปรปรวนแบบแยกตัว
ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ คือ ขี้อาย ไม่ค่อยพูด และแยกตัวจากสังคมหรือจากการใกล้ชิดกับผู้อื่นร่วมกับเพ้อฝันถึงเรื่องของตนเองบ่อยๆ
พฤติกรรมอาจแปลกไปบ้าง
หรือมีพฤติกรรมซึ่งแสดงว่าบุคคลนั้นพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ซึ่งมีการแข่งขัน
หรือหลีกเลี่ยงการแสดงความรู้สึกหรือความก้าวร้าวของตนให้ผู้อื่นทราบ
ระบาดวิทยา
มักพบในคนซึ่งมีลักษณะเก็บตัว
ไม่ชอบการสังคมมาตั้งแต่เด็ก
ปัญหา
เนื่องจากคนพวกนี้มีความสัมพันธ์ในด้านสังคมไม่ดี
เพราะฉะนั้นความก้าวหน้าในอาชีพการงานจึงมักจะน้อย
โดยเฉพาะถ้างานนั้นต้องอาศัยมนุษยสัมพันธ์ แต่อย่างไรก็ดีคนที่มี
บุคลิกภาพเช่นนี้บางคนซึ่งทำงานที่มีลักษณะต้องแยกตัวจากสังคมมาทำตามลำพังก็อาจประสบความสำเร็จอย่างสูงได้
จิตแพทย์บางคนเชื่อว่า
บุคลิกภาพแบบนี้มีโอกาสเกิดโรคจิตเภทได้มากกว่าบุคลิกภาพแบบอื่น
แต่ความจริงแล้วในปัจจุบันยังพิสูจน์ไม่ได้
ที่สามารถบอกได้แน่ก็คือลักษณะของบุคลิกภาพแบบนี้เป็น prodromal phase ของโรคจิตเภท
หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัย (dsm-iii)
๑. อารมณ์ชาเย็นและเย่อหยิ่ง
ไม่มีท่าทีที่อบอุ่นและนุ่มนวลต่อผู้อื่น
๒. ไม่ยินดียินร้ายต่อคำชม
คำวิพากษ์วิจารณ์ หรือต่อความรู้สึกของผู้อื่น
๓.
มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลไม่มากกว่า ๑ หรือ ๒ คน ทั้งนี้รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวด้วย
๔. ไม่มีคำพูด พฤติกรรม
หรือความคิดแปลกๆ
๓. Anankastic
personality disorder หรือบุคลิกภาพแปรปรวนแบบเจ้าระเบียบ
สมบูรณ์แบบ หรือย้ำคิดย้ำทำ ประกอบด้วยลักษณะสำคัญคือ ขาดความมั่นใจ ระแวงสงสัย
และรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างขาดตกบกพร่อง ทำให้เกิดความเกรงกลัวต่อบาป
ความระมัดระวัง และความรอบคอบมากเกินไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจ
รวมทั้งมีความดื้อรั้นดันทุรังด้วย แต่ความรุนแรงไม่ถึงขนาดเป็นโรคประสาท
บุคลิกภาพแบบนี้อาจเรียกว่า compulsive personality disorder หรือ perfectionist
ระบาดวิทยา
บุคลิกภาพแบบนี้พบค่อนข้างบ่อย
และมักเป็นในผู้ชาย
ปัญหา
ทำให้เกิดการเสียสมรรถภาพในงานอาชีพ
ทั้งยังพบบ่อย ในคนที่เป็น Myocardial
infarction ยิ่งกว่านั้นอาจนำไปสู่การเป็นโรคประสาทแบบย้ำคิดย้ำทำ
โรคประสาท แบบ hypochondriasis และโรคจิตทางอารมณ์แบบเศร้า
หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัย (DSM-III)
๑.
ขาดความสามารถที่จะแสดงความอบอุ่นและความสุภาพต่อผู้อื่น
๒. ไม่ค่อยเข้าใจปัญหาทั้งหมด
มักจะสนใจรายละเอียด กฎเกณฑ์ หรือระเบียบเล็กๆ น้อยๆ ของปัญหาซึ่งไม่สำคัญ
๓.
ต้องการให้ผู้อื่นกระทำตามวิธีของตน
โดยไม่สำนึกถึงความรู้สึกของเขาเกี่ยวกับการกระทำเช่นนี้ของจน
๔. อุทิศตนให้กับงานและผลงานของตน
โดยไม่คำนึงถึงความสุขหรือคุณค่าแห่งมนุษยสัมพันธ์
๕. ตัดสินใจไม่ได้
มักไม่ค่อยกล้าตัดสินใจ เนื่องจากกลัวความผิดพลาดมากเกินไป
๔. Hysterical
personality disorder หรือบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮีสทีเรีย ประกอบด้วย
ลักษณะที่สำคัญ คือ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายไม่มั่นคง ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ต้องการความชื่นชมยินดีและความเอาใจใส่จากผู้อื่นมากผิดปกติ ถูกชักจูงง่าย
และจะแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางมากเกินไป (dramatize) มักไม่บรรลุวุฒิภาวะทางเพศ
เช่น เป็นกามตายด้าน และเมื่อมีความกดดันอาจแสดงอาการของโรคประสาทแบบฮีสทีเรียได้
ระบาดวิทยา
บุคลิกภาพแบบนี้พบได้บ่อย
โดยเฉพาะในเพศหญิง
ปัญหา
ผู้ป่วยมักมีปัญหาในด้านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
ในรายที่บุคลิกภาพแปรปรวนมากๆ อาจไม่สามารถทำหน้าที่ต่างๆ ของตนได้
มักติดยาเสพติดโดยเฉพาะในผู้หญิง และอาจเกิดปัญหาโรคจิตทางอารมณ์แบบเศร้า
โรคจิตระยะสั้น ๆ (brief reactive psychosis) และโรคประสาทแบบฮีสทีเรีย
ลักษณะสำคัญ
๑.
แสดงออกทางพฤติกรรมมากเกินไปจนดูคล้ายเล่นละคร
โดยมีลักษณะที่จะกล่าวต่อไปนี้อย่างน้อย ๓ ประการ
๑.๑ แสดงออกทางอารมณ์มากเกินไป
๑.๒ สนใจตนเองตลอดเวลา
๑.๓
กระหายที่จะมีกิจกรรมหรือได้รับความตื่นเต้น
๑.๔
มีปฏิกิริยามากเกินไปต่อเหตุการณ์เล็กๆ น้อย ๆ
๑.๕
ตีโพยตีพายหรือระเบิดอารมณ์โกรธอย่างไม่สมเหตุผล
๒. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลผิดปกติไป
โดยมีลักษณะที่จะกล่าวต่อไปนี้อย่างน้อย ๒ ประการ
๒.๑ คนอื่นจะมองเห็นว่าบุคคลนั้นเป็นคนผิวเผิน
ขาดความจริงใจ ทั้งที่ดูภายนอกก็อบอุ่นและมีเสน่ห์
๒.๒ เอาแต่ใจตนเอง และไม่เกรงใจใคร
๒.๓ ทิฐิและเรียกร้องจากผู้อื่นมาก
๒.๔ ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น
และต้องการความมั่นใจจากผู้อื่นตลอดเวลา
๒.๕ มักขู่ แสร้งทำ
หรือพยายามฆ่าตัวตาย เพื่อจัดสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามความต้องการของตน
๕. Sociopathic
or asocial personality disorder หรือบุคลิกภาพแปรปรวนแบบอันธพาล
หรือแบบต่อต้านสังคม ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ คือ อารมณ์ไม่มั่นคง
ขาดจริยธรรมและคุณธรรม การตัดสินใจไม่ถูกต้อง
และขาคความซื่อสัตย์ต่อบุคคลอื่นหรือหมู่คณะ ปราศจากความเมตตากรุณา
เอาแต่ใจตนเองโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น
และขาดความรับผิดชอบอาจก่อพฤติกรรมรุนแรงโดยไม่สามารถควบคุมได้
และเมื่อกระทำแล้วก็จะพยายามหาเหตุผลให้กับการกระทำนั้นโดยไม่มีความสำนึกผิด
ทั้งการลงโทษก็ไม่ทำให้เขาเข็ดหลาบ
บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบนั้นไม่ว่าเป็นอันตรายต่อสังคมถ้าเกิดความคับข้องใจ
บุคลิกภาพแบบนี้มักเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก
หรือระยะแรกๆ ของวัยรุ่น ส่วนใหญ่ถ้าไม่เริ่มก่อนอายุ ๑๕-๑๖
ปีก็มักจะไม่เกิดขึ้นเลย (Goodwin และ Guze
ค.ศ. ๑๙๗๙)
ระบาดวิทยา
อุบัติการของบุคลิกภาพแบบนี้ยังไม่เป็นที่ทราบชัด
เพราะการวินิจฉัยความผิดปกตินี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน
แต่อย่างไรก็ตามพบว่าเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิงอยู่มาก
และพบบ่อยในคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำ หรือคนที่อยู่ในเขตเมืองมากกว่าชนบท
นอกจากนั้น ยังพบมากในคนที่มาจากครอบครัวซึ่งยุ่งเหยิง
บิดามารดาแยกทางกันหรือทอดทิ้งเด็ก บิดามารดา ติดสุราหรือเป็นอาชญากร
ปัญหา
บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบนี้มักประสบปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
(venereal diseases) การตั้งครรภ์นอกสมรส
การบาดเจ็บจากการต่อสู้หรืออุบัติเหตุ และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งได้แก่
การติดสุราหรือยาเสพติด อารมณ์ซึมเศร้า และโรคประสาทแบบฮีสทีเรีย นอกจากนั้น
ยังมีปัญหาด้านการเรียน ปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคู่สมรส ปัญหาการทำงาน
การเป็นทหาร และปัญหาด้านกฎหมาย อาจต้องเข้าไปอยู่ในสถานกักกัน หรือแม้แต่ในคุก
หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัย (dsm-iii)
๑.
อายุที่กำลังมีความผิดปกติต้องไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี
๒. ต้องเริ่มมีอาการก่อนอายุ ๑๕ ปี
โดยมีประวัติต่อไปนี้อย่างน้อย ๓ ประการ ได้แก่
๒.๑ หนีโรงเรียนอย่างน้อย ๕ วันใน ๑
ปี เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย ๒ ปี
๒.๒ ถูกภาคทัณฑ์หรือถูกไล่ออกจากโรงเรียน
เนื่องจากความประพฤติไม่ดี
๒.๓ ประพฤติเป็นพาลเกเร
ถูกจับหรือถูกส่งไปที่ศาลเด็กเนื่องจากความประพฤติดังกล่าว
๒.๔ หนีออกจากบ้านตลอดคืนอย่างน้อย ๒
ครั้ง ขณะอาศัยอยู่กับบิดามารดา หรือบิดามารดาบุญธรรม
๒.๕ พูดปดเสมอ
๒.๖ สำส่อนทางเพศ
๒.๗ ดื่มสุราหรือใช้ยาอย่างผิดๆ
หลายครั้ง
๒.๘ ลักขโมย
๒.๙ มีพฤติกรรมที่ป่าเถื่อน
๒.๑๐
ผลการเรียนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก
๒.๑๑ ชอบก่อการทะเลาะวิวาท
๓. ต้องมีลักษณะต่อไปนี้อย่างน้อย ๔
ประการ ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี
๓.๑ ไม่สามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ
คือ จะเปลี่ยนงานบ่อย อย่างน้อย ๓ งานในเวลา ๕ ปี โดยไม่เกี่ยวกับลักษณะของงาน
เศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ตกงานเป็นระยะเวลาอย่างน้อย ๖ เดือนในเวลา ๕
ปี หรือหนีงาน คือ มาสายหรือขาดงานอย่างน้อย ๓ วันใน ๑ เดือน
หรือออกจากงานโดยไม่มีงานใหม่คอยอยู่หลายครั้ง
๓.๒
ขาดความสามารถรับผิดชอบในฐานะเป็นพ่อแม่ เช่น ปล่อยให้ลูกขาดอาหาร เจ็บป่วยบ่อย ๆ
เนื่องจากมาตรฐานทางอนามัยต่ำ เวลาลูกเจ็บหนักก็ไม่ได้ให้การรักษา
เพื่อนบ้านต้องช่วยเหลือให้อาหารและที่อยู่แก่เด็ก
ไม่จัดหาผู้ปกครองเด็กซึ่งอายุต่ำกว่า ๖ ปี เมื่อคนซึ่งเป็นพ่อแม่ต้องออกไปนอกบ้าน
และจ่ายเงินส่วนตัวอย่างฟุ่มเฟือยทั้งที่เงินนั้นควรจะนำมาใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในครอบครัว
๓.๓
ไม่เคารพกฎหมายโดยมีการลักขโมยบ่อยๆ ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย ถูกจับหลายครั้ง
และทำผิดคดีอาญา
๓.๔
ไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับคู่ร่วมเพศ ดังจะเห็นว่ามีการหย่าและ/หรือแยกกันอยู่ตั้งแต่
๒ ครั้งขึ้นไป หรือมีประวัติการสำส่อนทางเพศซึ่งได้แก่การมีคู่ร่วมเพศตั้งแต่ ๑๐
คนขึ้นไปภายในระยะเวลา ๑ ปี
๓.๕ หงุดหงิดหรือก้าวร้าว
เห็นได้จากการต่อสู้หรือการกระทำรุนแรง รวมทั้งการตบตีบุตรและคู่สมรส
๓.๖ ไม่รับผิดชอบเรื่องการเงิน
เห็นได้จากมีการโกงหนี้ ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตร หรือคนที่อยู่ในความอุปการะ
๓.๗ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า
หรือทำอะไรโดยขาดการยับยั้งชั่งใจ เช่น
จะเดินทางก็ไม่จัดการเรื่องการงานให้เรียบร้อย หรือไม่มีเป้าหมายในการเดินทาง
ว่าเมื่อไรจะกลับ หรือไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนเป็นเวลา ๑ เดือนหรือมากกว่า
๓.๘ ไม่คำนึงถึงความซื่อสัตย์
โดยการกล่าวคำเท็จบ่อยๆ ใช้ชื่อปลอม คดโกงคนอื่นเพื่อหากำไรใส่ตัว
๓.๙ ทำอะไรโลดโผน เช่น
ขับรถขณะเมาสุรา หรือขับรถเร็วเกินไป
๔. มีพฤติกรรมอันธพาล
โดยการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นติดต่อกันโดยไม่มีระยะที่เป็นปกติอย่างน้อย ๕ ปี
ในระหว่างช่วงอายุ ๑๕ ปีจนถึงปัจจุบัน (ยกเว้นในกรณีที่ต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียง
ถูกกักกันในโรงพยาบาลหรือสถานกักกัน)
๕.
บุคลิกภาพแบบอันธพาลนี้ไม่ได้เกิดจากสภาวะปัญญาอ่อน โรคจิตเภท
หรือโรคจิตทางอารมณ์แบบคลั่ง
๖. Affective
personality disorder ประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ คือ
มีอารมณ์เศร้าหรืออารมณ์เป็นสุขต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
หรือมีอารมณ์เศร้าสลับกับอารมณ์เป็นสุข ในระยะที่มีอารมณ์เศร้าจะมีความกังวล
มองโลกแต่ในแง่ร้าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง และรู้สึกว่าตนหาประโยชน์มิได้
แต่ในระยะที่อารมณ์เป็นสุข จะมีความทะเยอทะยาน กระตือรือร้น
มองโลกในแง่ดีเพียงอย่างเดียว และรู้สึกว่าชีวิตและกิจกรรมทุกอย่างของตนสนุกสนาน
ในบางรายอารมณ์จะเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว
ระหว่างอารมณ์เศร้าและอารมณ์เป็นสุข และมักไม่มีความสัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อม
แต่บางทีอารมณ์แต่ละแบบจะเกิดอยู่นานเป็น หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน
ปัญหา
บุคลิกภาพแบบนี้มีความสัมพันธ์กับโรคจิตทางอารมณ์
๗. Explosive
personality disorder ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ คือ อารมณไม่มั่นคง
และไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธ อารมณ์เกลียด อารมณ์รุนแรง หรืออารมณ์รักของตนได้ อาจแสดงความก้าวร้าวออกทางคำพูดหรือการกระทำรุนแรง
สาเหตุของความก้าวร้าวมักเกิดจากสิ่งกระตุ้นทางสังคมหรือจิตใจ
และมักเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่เหมาะสมกับการตอบสนองทางอารมณ์ของ
บุคคลนั้น
หลังจากการกระทำรุนแรงเขามักรู้สึกเสียใจ แต่ก็ยังคงกระทำเช่นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อย่างไรก็ดีคนพวกนี้ตามปกติจะไม่กลายเป็นบุคคลอันธพาล
บุคลิกภาพแบบนี้อาจพบในรายที่เป็นโรคลมชัก
หรือในกรณีที่คนๆ นั้นดื่มสุราจัด แต่ใน ๒ กรณีดังกล่าวไม่จัดเป็น Explosive personality disorder
ปัญหา
คนพวกนี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และมีปัญหาทางกฎหมาย
๘. Asthenic
personality disorder ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ คือ
มักทำตามความต้องการของผู้ใหญ่หรือผู้อื่นง่าย
มีการตอบสนองต่อความต้องการในชีวิตประจำวันของตนน้อย ไม่มีพลัง
ซึ่งอาจแสดงออกทางด้านเชาวน์ปัญญาและอารมณ์ และหวั่นไหวง่ายต่อความกดดันทุกชนิด รวมทั้ง
มองโลกแต่ในแง่ร้ายอยู่เสมอ และไม่ค่อยมีอารมณ์สนุกสนานรื่นเริง
อาจเรียกว่า Dependent personality, Inadequate personality หรือ Passive
personality
ระบาดวิทยา
พบได้บ่อย มักเป็นในเพศหญิง
ในเด็กและในวัยรุ่นการป่วยเป็นโรคเรื้อรังอาจทำให้เกิดบุคลิกภาพแบบนี้ได้ง่าย
ปัญหา
ความสัมพันธ์กับสังคมจะจำกัดอยู่เฉพาะคน ๒-๓ คนที่เขาต้องพึ่งพาอาศัยเท่านั้น
เพราะฉะนั้นงานอาชีพที่ต้องอาศัยความเป็นตัวของตัวเองมักจะเสีย
คนพวกนี้มักเกิดโรคจิตทางอารมณ์ แบบเศร้าได้บ่อย
ตามการจำแนกโรคของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน
ค.ศ. ๑๙๘๐ หรือ DSM-III บุคลิกภาพแปรปรวนถูกแบ่งเป็น
๑๑ แบบ ไดเแก่
๑. Paranoid
personality disorder
๒. Schizoid
(introverted) personality disorder
๓. Schizotypal
personality disorder
๔. Histrionic
(hysterical) personality disorder
๕. Narcissistic
personality disorder
๖. Antisocial
personality disorder
๗. Borderline
personality disorder
๘. Avoidant
personality disorder
๙. Dependent
personality disorder
๑๐. Compulsive
personality disorder
๑๑. Passive-aggressive
personality disorder
บุคลิกภาพแบบที่ ๑, ๒, ๔, ๖,
๙, ๑๐ เหมือนกับในการจำแนกโรคแบบ ICD
-9 บุคลิกภาพแบบ Schizotypal personality disorder มีลักษณะอยู่ระหว่าง Schizoid personality disorder และโรคจิตเภท
ส่วน Borderline personality disorder แต่เดิมเคยเรียกว่า latent
schizophrenia, pre-schizophrenia หรือ pseudo-neurotic
schizophrenia ฯลฯ
การรักษาบุคลิกภาพแปรปรวน
การรักษาปัญหาบุคลิกภาพแปรปรวนเป็นสิ่งที่ลำบากมาก
เพราะบุคคลผู้นั้นมักไม่มีความต้องการจะรักษา การมาพบแพทย์มักเนื่องจากผู้อื่น
เช่น บิดามารดา คู่สมรส หรือนายจ้าง รบเร้าให้มา แต่ก็มีบางรายที่มาเพราะกังวลจากผลสะท้อนทางสังคมเกี่ยวกับพฤติกรรมของตน
หรือเพราะเริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าตนผิดปกติ หลักการรักษาคือ
๑. จิตบำบัดอย่างลึก (intensive psychoanalytically oriented psychotherapy)
๒. จิตบำบัดเฉพาะตัว (individual therapy) การรักษาจะมุ่งเฉพาะพฤติกรรมที่ผิดปกติมากกว่าจะมุ่งที่ความขัดแย้งภายในจิตใจ
๓. จิตบำบัดกลุ่ม
ที่มา
http://www.healthcarethai.com/บุคลิกภาพแปรปรวนpersonality-disorders/
แอสเพอร์เกอร์ Asperger's Disorderhttp
แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม เกิดจากสาเหตุอะไร
โรคแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม เกิดจากการทำงานของสมองบางตำแหน่งผิดปกติ
แต่ยังบอกไม่ได้ว่าสาเหตุที่ทำให้สมองทำงานผิดปกติเป็นเพราะอะไร
แม้ว่าจะมีงานวิจัยออกมาหลายชิ้น แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน ทั้งนี้
ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า น่าจะเกิดความบกพร่องของสารพันธุกรรม
ซึ่งความผิดปกติทางพันธุกรรมก็ยังบอกไม่ได้อีกเหมือนกันว่าเกิดจากการถ่ายทอดจากรุ่นต่อรุ่นค่อย
ๆ สะสมความผิดปกติมาจนแสดงออกในรุ่นหนึ่ง หรือว่าเป็นการกลายพันธุ์ของยีน
ซึ่งยังต้องศึกษาวิจัยอีกระยะหนึ่ง ขณะที่อีกความเชื่อหนึ่งก็คือ
น่าจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด
สังเกตพฤติกรรมเด็กแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม
ทางการแพทย์ระบุว่าเด็กที่เป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม
จะเริ่มแสดงอาการออกมาตั้งแต่อายุ 3
ขวบ แต่อาการจะมาเด่นชัดเมื่ออายุระหว่าง 5-9 ขวบ ซึ่งโรคนี้ไม่ได้แสดงออกกับรูปร่าง หน้าตา
แต่จะแสดงออกมาให้เห็นจากพฤติกรรม ซึ่งจำแนกออกเป็น 3
ด้าน คือ
1.ด้านภาษา
- เด็กที่ป่วยโรคนี้สามารถใช้ภาษาสื่อสารกับคนได้รู้เรื่องเหมือนเด็กปกติ
แต่จะมีปัญหาไม่เข้าใจกับเรื่องที่จะพูด โดยเฉพาะคำพูดที่กำกวม มุกตลก
คำเปรียบเปรย คำประชดประชัน เสียดสี เขาจะไม่เข้าใจ
- มักจะพูดเรื่องของตัวเองมากกว่าเรื่องอื่น
ๆ ชอบพูดเรื่องซ้ำ ๆ เรื่องเดิม ๆ ด้วยคำพูดเหมือนเดิม
- มีปัญหาเมื่อต้องใช้ทักษะการอ่าน
คณิตศาสตร์ หรือการเขียน
- ไม่รู้จักการทักทาย
อยากถามอะไรก็จะโพล่งออกมาเลย จะถามเรื่องที่สนใจโดยไม่เสียเวลา และไม่มีเกริ่นนำ
ที่มาที่ไป
2.ด้านสังคม
- ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่สนใจบุคคลรอบข้าง
- เข้ากับเด็กอื่น
หรือคนอื่นไม่ค่อยได้
- มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับคนอื่นอย่างไม่เหมาะสมกับวัย
ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่มีมารยาท
- เวลาพูดคุยจะไม่ค่อยมองหน้า
ไม่ยอมสบตา
- ไม่แสดงความอยากเข้าร่วมสนุก
ร่วมทำสิ่งที่สนใจ หรือร่วมงานให้เกิดความสำเร็จกับคนอื่น ๆ
- ไม่มีอารมณ์หรือสัมพันธภาพตอบสนองกับสังคม
- บางรายมีพฤติกรรมสุดโต่ง
และมีความอ่อนไหวมาก
3.ด้านพฤติกรรม
- ชอบทำอะไรซ้ำ
ๆ หมกมุ่น สนใจมากกับเรื่องที่เขาชอบ โดยเฉพาะกับเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน
อย่างเช่น แผนที่โลก วงจรไฟฟ้า ยี่ห้อรถยนต์ โลโก้สินค้า ดนตรีคลาสสิก ไดโนเสาร์
ระบบสุริยจักรวาล ธงชาติประเทศต่าง ๆ เป็นต้น
ซึ่งหากเด็กกลุ่มนี้สนใจในเรื่องใดแล้วจะรู้ลึก รู้จริง และมีความสามารถสูงมาก
- เปลี่ยนความสนใจได้ง่าย
ในบางรายมีความไวต่อสิ่งเร้าที่มาจากภายนอกค่อนข้างมากกว่าคนทั่วไป สมาธิสั้น
- ท่วงท่าการเดิน
การเคลื่อนไหวของร่างกายดูงุ่มง่าม หรือไม่คล่องตัว
- อาจพูดหรือมีพฤติกรรมบางอย่างไม่เหมาะสม
เช่น กินข้าวร้านนี้แล้วมันไม่อร่อย เวลาเดินผ่านเด็กที่เป็นโรคนี้ก็อาจจะพูดดัง ๆ
ขึ้นมาตรงนั้นเลยว่า "ข้าวร้านนี้ไม่อร่อย"
จิตตก
แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม VS ออทิสติก
ต่างกันอย่างไร
อย่างที่ข้างต้นบอกไปแล้วว่า แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม เป็นอาการที่จัดอยู่ในกลุ่มออทิสติก
แต่ผู้ป่วยโรคนี้ก็ไม่ได้มีอาการเหมือนกับออทิสติกเสียทีเดียว
เพราะมีทั้งลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน และแตกต่างกัน ดังนี้
จากข้อแตกต่างข้างบนจะเห็นได้ชัดว่า ความแตกต่างของทั้ง 2
อาการนี้อยู่ที่เรื่องของ "การใช้ภาษา"
ที่เด็กแอสเพอร์เกอร์สามารถพูดคุยสื่อสารได้เหมือนคนปกติ
ขณะที่เด็กออทิสติกมีปัญหาในเรื่องนี้
รวมทั้งปัญหาทางด้านสติปัญญาที่เด็กแอสเพอร์เกอร์มีสติปัญญาในระดับปกติ
หรืออาจจะสูงกว่าปกติด้วยซ้ำ แต่เด็กออทิสติกจะมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ
จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกเราเป็นแอสเพอร์เกอร์
นพ.ทวีศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า เด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์จะเป็นมาตั้งแต่เกิด
แต่ช่วงยังเล็ก ๆ จะดูยากมาก เพราะลักษณะภายนอกดูปกติ
ไม่มีอะไรบ่งชี้เลยว่าจะมีปัญหา ข้อที่ชวนสงสัย คือ สังเกตว่าเด็กไม่ค่อยตอบสนอง
เวลาอุ้มจะไม่อยากให้อุ้ม ไม่ค่อยโต้ตอบ ไม่สบตา
ไม่ยิ้มตอบหรือแสดงท่าทีดีใจเวลามีคนเล่นด้วย
มีพฤติกรรมบางอย่างที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น
สำหรับพ่อแม่สิ่งที่ยากในการสังเกตก็คือ
ถ้าไม่เคยมีลูกมาก่อนหรือไม่คุ้นเคยกับโรคจะไม่รู้ถึงความแตกต่าง
หรือแยกความแตกต่างได้ค่อนข้างยาก เพราะมีจุดเหลื่อมที่แตกต่างกัน
และไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างแอสเพอร์เกอร์กับคนปกติที่มีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพบางอย่างไม่เหมาะสม
หรือว่าบางรายที่เป็นแอสเพอร์เกอร์กับออทิสติกที่มีปัญหาเรื่องบุคลิกบางอย่างไม่เหมาะสม
หรือว่าบางรายที่เป็นแอสเพอร์เกอร์กับออทิสติกที่มีความสามารถสูงก็ยังแยกยาก
การพาเด็กมาพบหมอมักจะมาก็ต่อเมื่อเกิดปัญหามากแล้ว
ดังนั้นแค่เริ่มสงสัยก็สามารถมาตรวจประเมินได้ ซึ่งหมอจะพิจารณาประวัติทุกด้าน
ตั้งแต่เด็กยังเล็ก ๆ และสังเกตพฤติกรรมบางอย่างประกอบกัน
ดูว่าเข้าเกณฑ์ของแอสเพอร์เกอร์หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ต้องช่วยเหลือให้เร็วที่สุด
อย่ากลัวที่จะรู้ว่าลูกเป็นอะไร
เพราะการที่ลูกเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า
เบื้องต้นจิตแพทย์จะประเมินดูก่อนว่าเด็กควรจะต้องตรวจเพิ่มเติมอะไร
และไปฝึกกับใครบ้าง เช่น พาไปพบนักกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกสมาธิ ฝึกทักษะสังคม
ฝึกพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว
หรือไปพบกับนักจิตวิทยาเพื่อปรับพฤติกรรม กระตุ้นพัฒนาการหรือทำทั้งสองอย่าง
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็นสำคัญ
เด็กบางคนอาจมีปัญหาสมาธิสั้นร่วม ซึ่งสมาธิสั้นจะพบร่วมได้ในหลาย ๆ โรค
ถ้าเป็นสมาธิสั้นอย่างเดียวไม่มีโรคอื่น เราเรียกว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
ถ้าสมาธิสั้นร่วมกับออทิสติกหรือแอสเพอร์เกอร์ ก็เรียกตามโรคหลักของเด็ก
เด็กเป็นแอสเพอร์เกอร์เกือบครึ่งจะมีปัญหาสมาธิสั้น
แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม
หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคแอสเพอร์เกอร์
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันราชานุกูล
กรมสุขภาพจิต ผู้ซึ่งใกล้ชิดผู้ป่วยโรคแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม ให้ข้อมูลว่า
ตามคู่มือการวินิจฉัยโรค DSM-IV
โดยสมาคมจิตแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Psychiatric
Association's Diagnostic and Statistic Manual of Mental Disorder - Forth
Edition, 1994) ได้จัดหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคแอสเพอร์เกอร์
ไว้ดังนี้
A. มีคุณลักษณะในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ผิดปกติ
โดยแสดงออกอย่างน้อย 2
ข้อต่อไปนี้
1. บกพร่องอย่างชัดเจนในการใช้ท่าทางหลายอย่าง
(เช่น การสบตา การแสดงสีหน้า กิริยา หรือท่าทางประกอบการเข้าสังคม)
2. ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนในระดับที่เหมาะสมกับอายุได้
3. ไม่แสดงความอยากเข้าร่วมสนุก
ร่วมทำสิ่งที่สนใจ หรือร่วมงานให้เกิดความสำเร็จกับคนอื่น ๆ (เช่น ไม่แสดงออก
ไม่เสนอความเห็น หรือไม่ชี้ว่าตนสนใจอะไร)
4. ไม่มีอารมณ์
หรือสัมพันธภาพตอบสนองกับสังคม
B. มีพฤติกรรม
ความสนใจ หรือกิจกรรมที่จำกัด ซ้ำ ๆ เป็นแบบแผน โดยแสดงออกอย่างน้อย 1
ข้อ ต่อไปนี้
1. หมกมุ่นกับพฤติกรรมซ้ำ
ๆ (Stereotyped) ตั้งแต่
1
อย่างขึ้นไป และความสนใจในสิ่งต่าง ๆ มีจำกัด
ซึ่งเป็นภาวะที่ผิดปกติทั้งในแง่ของความรุนแรงหรือสิ่งที่สนใจ
2. ติดกับกิจวัตร
หรือย้ำทำกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์โดยไม่ยืดหยุ่น
3. ทำกิริยาซ้ำ
ๆ (Mannerism) (เช่น
เล่นสะบัดมือ หมุน โยกตัว)
4. สนใจหมกมุ่นกับเพียงบางส่วนของวัตถุ
C. ความผิดปกตินี้ก่อให้กิจกรรมด้านสังคม
การงาน หรือด้านอื่น ๆ ที่สำคัญ บกพร่องอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์
D. ไม่พบพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้า
อย่างมีความสำคัญทางการแพทย์
E. ไม่พบพัฒนาการทางความคิดที่ช้าอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์
หรือมีความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง พฤติกรรมการปรับตัว
และมีความอยากรู้เห็นในสิ่งรอบตัวในช่วงวัยเด็ก
F. ความผิดปกติไม่เข้ากับ
พีดีดี ความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้านชนิดเฉพาะอื่น หรือโรคจิตเภท (Schizophrenia)
ปัญหาของเด็กป่วยแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม
แม้ว่าเด็กที่ป่วยโรคนี้จะสามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้
สามารถช่วยเหลือตัวเองในสิ่งที่ต้องทำในชีวิตประจำวันได้
และอาจเป็นคนที่มีสติปัญญาดี
แต่หลายคนก็มีปัญหาไม่สามารถมีสมาธิใจจดใจจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานนัก
รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องการจัดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ
ซึ่งอาจทำให้คนรอบข้างไม่เข้าใจ
โดยเฉพาะพฤติกรรมบางอย่างของเขาที่ทำออกมาโดยไม่รู้จักกาลเทศะ
ก็อาจส่งผลให้พ่อแม่ถูกคนรอบข้างมองได้ว่าไม่รู้จักสั่งสอนลูก
ทั้งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็พยายามสอน
แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวเด็กที่ทำอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจ
ขณะเดียวกัน เด็กกลุ่มนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเรียน
ส่วนใหญ่เป็นเด็กสมองดี ถ้าไม่มีปัญหาอะไรที่ขัดขวางการเรียนตั้งแต่แรก เช่น
ไม่มีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น หรือไม่มีเรื่องของพฤติกรรมรุนแรง
หลายคนก็สามารถเรียนได้ และเรียนเก่งด้วย
แต่ถึงการเรียนจะไม่มีปัญหาแต่จะมีปัญหาคือการเข้ากับเพื่อน
เด็กจะเล่นกับเพื่อนไม่เป็น เล่นแรงบ้าง เล่นไม่เหมาะสมบ้าง ไม่เล่นตามกติกา
ฉะนั้นก็จะถูกปฏิเสธจากเพื่อน ปัญหาที่ตามมาคือ
พอจะเล่นกับเพื่อนแล้วถูกปฏิเสธเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
เขาจะหาวิธีการเล่นที่แหวกแนวยิ่งขึ้น
ถ้าเป็นการเล่นที่ไม่รบกวนคนอื่นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ารบกวนคนอื่น
หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็อาจจะกลายเป็นปัญหารุนแรงได้
แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม
พ่อแม่ควรตั้งรับอย่างไร
หากลูกเป็นแอสเพอร์เกอร์
เรื่องนี้ นพ.ทวีศักดิ์ ให้คำแนะนำไว้ว่า
ขั้นแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจกับปัญหาก่อนว่า เกิดจากสาเหตุอะไร
แล้วก็ยอมรับว่า สิ่งที่ลูกเป็นนั้นสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้
เพราะมีการวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันชัดเจนว่า
เด็กที่เข้ากระบวนการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสมกับเด็กที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ทั้งแง่ของการพัฒนาทางด้านสังคม หรือการเรียน
เพราะเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือเขาสามารถเรียนรู้และพัฒนาเรียนจบถึงมหาวิทยาลัย
หรือสูงกว่า ดังนั้นเราต้องเชื่อมั่นด้วยว่าเป็นปัญหาที่จัดการได้
และถ้าพ่อแม่ไม่ทำอะไรปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ก็ยิ่งเป็นปัญหาสะสม
ในการสอนบางอย่างต้องใช้เทคนิคเข้าช่วย ซึ่งจะมีเทคนิคเฉพาะในการสอน
พ่อแม่ก็ต้องเรียนรู้เทคนิคนั้น ส่วนจะเป็นเทคนิคอะไรก็ต้องดูเด็กเป็นหลัก
ดูว่าในสถานการณ์แต่ละแบบจะต้องใช้เทคนิคไหน
ซึ่งพ่อแม่ต้องมีเทคนิคหลากหลายเหมือนกัน
คนป่วยแอสเพอร์มีแนวโน้มก่อความรุนแรงหรือไม่
จากข่าวกรณีกราดยิงเด็กนักเรียนที่สหรัฐอเมริกา ทำให้คนหวาดกลัวกันว่า
ผู้ป่วยโรคนี้จะมีแนวโน้มก่อความรุนแรงเป็นภัยต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน ซึ่ง นพ.ดุสิต
ลิขนะพิชิตกุล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต ให้ความรู้ว่า
ความเสี่ยงที่คนเป็นโรคนี้จะไปทำร้ายคนอื่นมีน้อยมาก
ส่วนมากจะถูกคนอื่นทำร้ายมากกว่า เพราะโรคไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยก้าวร้าว
แต่ความก้าวร้าวจะเกิดขึ้นหากมีอาการป่วยซ้ำซ้อนกับโรคอื่น
หรือถูกคนสั่งสอนมาแบบผิด ๆ ตั้งแต่เด็ก ดังนั้น
พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกอย่าใช้ความรุนแรง สอนให้รู้จักคิดบวก หมั่นดูแลเอาใจใส่มาก ๆ
ขณะที่ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต
ให้คำแนะนำว่า คนใกล้ชิดต้องหมั่นสังเกตว่าผู้ป่วยมีความก้าวร้าวเกิดขึ้นหรือไม่
ซึ่งหากเขาไม่เข้าใจเรื่องจัดการอารมณ์ที่ก้าวร้าว หมกมุ่นกับความรุนแรง
และคนรอบข้างไม่สนใจเอาใจใส่ก็อาจนำไปสู่การก่อเหตุได้
แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม
จะรักษาโรคแอสเพอร์เกอร์อย่างไรดี
อย่างที่ทราบกันว่าโรคนี้เกิดจากอะไรนั้นยังไม่ทราบสาเหตุ
จึงยังไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะเจาะจงเพื่อให้หายขาดได้
แต่สามารถทำได้โดยบำบัดตามอาการ
ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยทำให้โรคนี้มีอาการน้อยลงได้
โดยเฉพาะในเรื่องทักษะการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน พัฒนาการทางสังคม
หากฝึกฝนอย่างต่อเนื่องก็จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ช่วยให้เด็กเรียนรู้
และใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมได้ตามปกติ
โดยใช้แนวทางเดียวกับการดูแลรักษาผู้ที่เป็นออทิสติก เน้นแก้ไขในด้านที่เป็นปัญหา
ควบคู่ไปกับการส่งเสริมในด้านที่เป็นความสามารถของเด็กเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการพูดจาไม่เหมาะสม บุคลิกภาพ
การเข้ากับเพื่อนนั้นอาจยังเป็นปัญหาที่หลงเหลืออยู่เมื่อเด็กเติบโตขึ้น
ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าสถานที่ที่เขาไปอยู่นั้นเป็นอย่างไร
ยอมรับในตัวเขาหรือไม่ หากได้รับการยอมรับและคนรอบข้างเข้าใจก็อาจไม่มีปัญหา
ดูแลช่วยเหลืออย่างไร
เมื่อเด็กป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์
ครอบครัวถือเป็นคนสำคัญที่จะช่วยเหลือดูแลเด็กเหล่านี้ได้
รวมทั้งคนในสังคมก็มีส่วนช่วยพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ให้เด็กได้เช่นกัน
ซึ่งสิ่งสำคัญคือการให้ความรัก และความเข้าใจ โดยมีวิธีการเบื้องต้นดังต่อไปนี้
1. สนทนากับเด็กด้วยคำง่าย
ๆ ชัดเจน หากจะยกตัวอย่างก็ควรยกให้เห็นในรูปของสิ่งของ สถานการณ์จริงหรือรูปภาพ
เพื่อความเข้าใจ และจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว
2. เล่นกับเด็กโดยเอาความสนใจของเด็กเป็นที่ตั้ง
แล้วค่อยๆ ขยายความสนใจไปในมุมอื่น ๆ
เพื่อแบ่งความสนใจและอารมณ์ซึ่งกันและกัน
3.ในด้านการเรียนควรจัดเป็นกลุ่มเล็ก
ๆ เพื่อให้เด็กได้คุ้นเคยกับกฎระเบียบก่อนจะให้เด็กเข้าในกลุ่มใหญ่
4. สร้างบรรยากาศสบาย
ๆ ไม่เครียด ให้ความอบอุ่นและเป็นกันเองกับเด็ก
5. ต้องมีความสม่ำเสมอในการใช้คำสั่งกับเด็ก
ต้องคงเส้นคงวา อย่าเปลี่ยนแปลงคำสั่งบ่อย ๆ
6. สนับสนุนให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมอื่น
ๆ และหลากหลาย เพื่อให้เด็กได้ปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ อีกทั้งยังช่วยหลีกหนีความจำเจซ้ำซาก
ที่มา
http://health.kapook.com/view52954.html
Adjustment disorder
คือ
ความผิดปกติในการปรับตัวต่อเหตุการณ์ภายนอก ที่ส่งผลกดดันจิตใจผู้ป่วย
อยู่ในกลุ่มโรคประสาท (neurotic, stress-related disorders)
ความผิดปกตินี้จะแสดงออกมาในด้านความวิตกกังวล
ซึมเศร้า หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
-ระยะเวลาที่เกิดมักภายใน
3 เดือนหลังได้รับความกดดัน
-อาการนี้เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตผู้ป่วย
ไม่ใช่เป็นการกำเริมของโรคทางจิตเวชที่เป็นอยู่ก่อน
-อาการที่พบอาจเป็น anxiety,
depression, anger, aggression, fear, อาการทางกาย,
regression(พฤติกรรมถดถอยเป็นกลับเป็นเด็ก), ก้าวร้าวอย่างมากไม่เหมาะสม
-และมีผลทำให้เกิดความบกพร่องในการหน้าที่การงาน
สังคม กิจวัตรประจำวัน มากกว่าคนปกติอื่นๆที่ได้รับความกดดันเหมือนกัน
-อาการควรหมดไปเมื่อความกดดันหมดไป
หรือผู้ป่วยสามารถปรับตัวได้
-โรคอาจเกิดกับคนกลุ่มใหญ่ได้
มีผลกดกันต่อคนจำนวนมากได้ เช่น ภัยทางธรรมชาติ
ระบาดวิทยา พบได้บ่อย
ความเสี่ยง ผู้ที่มีโรคทางกายอยู่ก่อน
หรือ มีบุคลิกภาพผิดปกติอยู่ก่อนแล้วมีโอกาสเกิดง่ายกว่าผู้อื่น
ความกดดัน
-อาจเกิดจากเหตุการณ์เดียว
หรือ หลายเหตุการณ์ร่วมกันได้ เช่น อย่าร้าง การเสียชีวิตคนสำคัญ มีโรคทางกาย
การตกงาน เป็นต้น
-อาจเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
เช่น เจ็บป่วยเรื้อรัง ปัญหาการทำงานที่ต่อเนื่อง
-อาจเกิดจากขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้
การแต่งงาน เปลี่ยนที่อยู่ การมีลูกคนแรก การเกษียณ ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
-ความรุนแรงของความกดดัน
ขึ้นกับระยะเวลาที่ได้รับ สิ่งแวดล้อม อายุที่ได้รับ
สาเหตุ
ความกดดันเหมือนกันแต่การปรับตัวไม่เหมือนกัน
การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมในเด็กมีผลอย่างมากต่อความสามารถในการปรับตัวของผู้ป่วย
การวินิจฉัย
เกณฑ์ตาม DSN-IV-TR
A.มีอาการทางอารมณ์
หรือพฤติกรรม ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์หนึ่งหรือมากกว่า ทำให้เกิดความเครียดใน 3 เดือน หลังจากเริ่มต้นเหตุการณ์
B.อาการทางอารมณ์
หรือพฤติกรรมเหล่านี้ ทำให้เกิดลักษณะ
-รู้สึกทุกข์ทรมารอย่างมากเกินกว่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
จากการเผชิญเหตุการณ์นั้นๆ
-กิจกรรมด้านสังคม หรือ
การงาน/การเรียน บกพร่องลงอย่างสำคัญ
C.ความผิดปกติที่เกิดนั้นไม่ได้เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคใน
AxisI อื่นๆ และไม่ใช่เป็นการกำเริบของโรคใน AxisI,II
D.ไม่ใช่อาการจากปฎิกิริยาในการสูญเสียทั่วไป
E.เมื่อเหตุการณ์(ผลตาม)สิ้นสุดลงอาการจะคงอยู่ต่อไปไม่นานกว่า
6 เดือน
Acute ความผิดปกตินานน้อยกว่า
6 เดือน หากมากกว่า เป็น Chronic
อาการทางคลินิก
มีอาการเด่นได้หลายแบบ
1.-อารมณ์ซึมเศร้า
หรือรู้สิ้นหวัง : with depressed mood
2.-ความวิตกกังวลหรือ jitterinessในเด็กกลัวพลัดพราก : with anxiety
3.-ความประพฤติผิดปกติ
ละเมิดสิทธิผู้อื่น ผิดกฎหรือบรรทัดฐานสังคม : with disturbance of conduct
เช่น หนีเรียน ทำลายสมบัติสาธารณะ
ขับรถประมาท ชกต่อย ไม่ยอมรับผิดชอบทางกฎหมาย
4-แบบผสมอารมณ์ : with
mixed anxiety and depressed mood
5-แบบผสมอารมณ์+พฤติกรรม
: with mixed disturbance of emotion and conduct
Emotion ทั้ง anxiety
หรือ depression
6-unspecified มีการปรับตัวไม่เหมาะสมต่อเหตุการณ์เครียดที่ไม่ได้จัดแบ่งไว้ตามข้างบน
เช่น มีอาการทางกาย แยกตัวออกจากสังคม
การงานหรือการศึกษา
DDX
1.โรคจิต แบบซึมเศร้า
2.โรคประสาท
แบบวิตกกังวล หรือ แบบซึมเศร้า
3.บุคลิกภาพแปรปรวน
การรักษา
จิตบำบัดดีสุด
เนื่องจากผู้ป่วยพยายามที่จะปรับตนเองอยู่แล้ว อาจทำรายบุคคลหรือรายกลุ่ม
ยาที่ใช้
1.กลุ่มยาต้านอาการซึมเศร้า
เช่น sertraline
2.กลุ่มยาลดวิตกกังวล
เช่น alprazolam, clonazepam
ที่มา
กลุ่มอาการเนื่องจากการขาดสุราและการรักษาในปัจจุบัน (Alcohol withdrawal syndromes)
กลุ่มอาการเนื่องจากการขาดสุรา (alcohol withdrawal syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับ
การเปลี่ยนแปลง ในหน้าที่ของระบบประสาทส่วนกลาง
เกิดขึ้นในผู้ที่หยุดดื่มหรือลดการดื่มสุราลงกระทันหัน
หลังจากที่ดื่มติดต่อกันมานาน เป็นระยะเวลาหนึ่ง อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้หลังจากดื่มวิสกี้ปริมาณ
16 ออนซ์ หรือ 2/3
ขวดต่อวันติดต่อกันเป็นเวลานาน 14-21 วัน
กลุ่มอาการเนื่องจากการขาดสุรา จัดเป็นปัญหาสำคัญทางการแพทย์ของประเทศ
เนื่องจากผู้เสพสุราเรื้อรัง ในประเทศไทยมีจำนวนค่อนข้างสูง ตราบจนปัจจุบัน
ยังไม่มีการศึกษาถึงความชุกของโรคพิษสุรา (alcoholism) ในประชากรไทย อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาความชุก ของโรคพิษสุราในผู้ป่วยชาย
ที่มารับบริการจาก แผนกผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ พบว่า
เป็นโรคพิษสุราร้อยละ 25และรายงานจากกรมการแพทย์
และกองสถิติสาธารณสุข ระหว่างปีพ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2526 มีผู้ป่วยด้วยโรคสืบเนื่องจากสุรา เป็นจำนวน 49991
ราย (โรคทางกาย) และ 4873 ราย (โรคทางจิตเวช) การวินิจฉัยโรค
ที่พบสูงสุด คือ การติดสุรา (alcohol dependence syndrome) ซึ่งมีถึงร้อยละ
70 ของผู้ป่วยทั้งหมด
ในเวชปฏิบัติทั่วไปจะพบผู้ป่วย alcohol withdrawal อยู่เสมอ ๆ ซึ่งจะมาพบแพทย์
ด้วยอาการแตกต่าง กันไป เช่น อาการตัวสั่น ตึงเครียด ชัก ประสาทหลอน
หรือมีอาการสับสน วุ่นวาย พบบ่อยว่าผู้ป่วยเกิดอาการ เหล่านี้ขึ้น หลังจาก
เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ 2-3
วันด้วยความเจ็บป่วยอื่นหรือได้รับอุบัติเหตุ
ลักษณะอาการทางคลินิก
การเกิดอาการของผู้ป่วยสัมพันธ์กับอัตราการลดลงของปริมาณสุราในร่างกาย
มากกว่าปริมาณ ของสุราในร่างกาย ขณะเกิดอาการ อาการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ตามความรุนแรงและช่วงเวลาที่เกิดอาการ
1. Uncomplicated alcohol withdrawal อาการที่พบแรกสุด และบ่อยที่สุดได้แก่ อาการตัวสั่น มือสั่น ร่วมกับ
มีอารมณ์หงุดหงิด คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดหลังจากหยุดดื่มได้ไม่กี่ชั่วโมง
พบบ่อย ๆ ว่า จะเป็น ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น อาการสั่นเป็นอาการที่เห็นได้ชัด
สั่นเร็ว 5-7 ครั้งต่อวินาที การสั่นจะมากขึ้น
เมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือมีความเครียด ถ้าให้เหยียดแขนหรือแลบลิ้น จะยิ่งเห็นชัด
อาการอื่น ๆ ที่พบในระยะนี้ได้แก่ อ่อนเพลีย
ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ วิตกกังวล อารมณ์ซึมหดหู่ หรือหงุดหงิด นอนหลับๆ
ตื่นๆ มี autonomic hyperactivity เช่น ชีพจรเร็ว เหงื่อออกมาก ความดันโลหิตขึ้นสูง บางคนอาจมีประสาทหลอน
ซึ่งจะมีลักษณะไม่ชัดเจน และเป็นอยู่ไม่นาน
อาการเหล่านี้จะรุนแรงมากสุดในช่วง 24-48 ชั่วโมง แล้วค่อย ๆ ลดลงจนปกติภายใน 5-7 วัน แต่อาจมี อารมณ์หงุดหงิดง่าย นอนไม่ค่อยหลับได้ถึง 10 วันหรือนานกว่านั้น
2. Alcohol withdrawal seizure พบว่าร้อยละ 90 เกิดอาการชักในช่วง 7-48 ชั่วโมงหลังจากหยุดดื่มสุรา ลักษณะการชัก โดยมากจะเป็น generalized
seizure เกิด 2-6 ครั้ง status
epilepticus พบได้น้อย ประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มีการชักจะเกิดอาการ
alcohal withdrawal delirium ต่อไป และเมื่อเกิดอาการ delirium
แล้วพบน้อยมากว่าจะเกิดการชักขึ้นอีก
อาการชักหลังหยุดดื่มสุรานี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งถึง ความรุนแรงของการเป็น โรคพิษสุรา
3. Alcohol hallucinosis โดยมากเริ่มมีอาการภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากหยุดดื่ม
ลักษณะอาการเด่น จะเป็นประสาทหลอน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเสียงแว่ว เช่น เสียงนาฬิกา
เสียงรถยนต์ เสียงระฆัง เสียงคนพูดกัน หรือพูดข่มขู่ผู้ป่วย ผู้ป่วยจะหวาดกลัว ตื่นตระหนก กระสับกระส่าย
อาการประสาทหลอนชนิดอื่นเช่นภาพหลอนพบได้น้อย แยกจากอาการ delirium โดยที่ ผู้ป่วยไม่มีอาการเพ้อ งุนงง สับสน หรือหลงลืม
โดยทั่วไป จะมีอาการอยู่ไม่นาน
เป็นเพียงชั่วโมงถึงหลายวัน ซึ่งผู้ป่วยจะค่อย ๆ รู้ตัวว่าเสียงที่ได้ยินนั้นไม่มีจริง
มีอยู่ส่วนน้อยที่อาการไม่หายเป็นปกติ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการนานเกินกว่า 6 เดือน
4. Alcohol withdrawal delirium
(Delirium Tremens) อาการมักเกิดขึ้นหลังจากหยุดสุราได้ 2-3 วัน และจะรุนแรงมากที่สุดในวันที่ 4-5
เกิดในผู้ที่ดื่มสุราหนักมา 5-15 ปี และมีความเจ็บป่วยทางร่างกายร่วม เช่น อุบัติเหตุ โรคตับ โรคติดเชื้อ
ลักษณะอาการสำคัญ คืออาการ delirium โดยมักเริ่มเป็นตอนเย็นหรือกลางคืน
ผู้ป่วยจะมีอาการสับสน ประสาทหลอนเห็นคนจะมาทำร้าย เห็นตำรวจจะมาจับ
หรืออาจเห็นเป็นสัตว์ต่าง ๆ รู้สึกว่ามีอะไรมาไต่ตามตัว บางครั้งหูแว่ว เสียงคนพูด
เสียงคนข่มขู่ มีท่าทางหวาดกลัว บางครั้งพูดฟังไม่เข้าใจ ร้องตะโกน หรือหลบซ่อนตัว
อาการเป็นตลอดทั้งคืน ช่วงเช้าส่วนใหญ่อาการจะทุเลาลง ตอนบ่ายอาการปกติดี
ซึ่งเป็นการแกว่งไกวของอาการ (fluctuation) ญาติมักจะคิดว่าหายดีแล้ว
แต่พอตกเย็น ผู้ป่วยก็เริ่มกลับมามีอาการอีก
ความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นในแต่ละกลุ่มอาการแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน
พบว่าร้อยละ 75-80 อาการเป็นน้อย
ร้อยละ 15-20 มีอาการปานกลาง และมีเพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้นที่อาการรุนแรงจนถึงขั้น delirium tremens ซึ่งโดยทั่วไปจะเกิดอาการหลังจากอยู่โรงพยาบาลได้ 3
วัน อาการ delirium นี้เป็นไม่นาน ส่วนใหญ่จะมีอาการมากอยู่
ประมาณ 3 วันแล้วค่อย ๆ ทุเลาลง
รายที่มีอาการอยู่นานพบว่าเป็นจากปัจจัยเสริมจากภาวะความผิดปกติทางร่างกายอื่น ๆ
ในสมัยก่อน อัตราการตายประมาณร้อยละ 15 ปัจจุบันประมาณร้อยละ
1-2
สาเหตุ
กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเป็นจากการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ของสารสื่อประสาทต่าง
ๆ ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ (9) ระบบแรกทำหน้าที่ยับยั้ง ซึ่งพบว่ามีการทำงานลดลง โดยมี gamma-amino-butyric
acid (GABA) และ alpha -2- adrenergic receptor activity ลดลง ส่วนระบบที่สองซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นนั้นพบว่ามีการทำงานเพิ่มขึ้น
ซึ่งส่วนที่สำคัญ คือ มี N-methyl-D-aspartateactivity เพิ่มขึ้นจากการลดลงของ
magnesium ทำให้เกิดภาวะ hyperexcit-ability นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่นติดตามมา เช่นมี catecholamine และ corticotropin หลั่งออกมามาก
ภาวะ hyperexcitability
นี้ยังอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระดับ cell membrane โดยพบว่าในผู้ป่วย โรคพิษสุรา จะมีปริมาณของ calcium channel เพิ่มขึ้นกว่าเดิม จากการศึกษาพบว่า calcium
channel blocker สามารถลดอาการ withdrawal ได้
นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยมีอาการ withdrawal อยู่เสมอทำให้บางส่วนของสมองอยู่ในภาวะถูกกระตุ้นอยู่เรื่อย
ๆ โดยเฉพาะบริเวณ limbic ภาวะ hyperexcitability นี้จะถูกสั่งสมมากขึ้น จนถึงจุดหนึ่งที่ทำให้เกิด alcohol
withdrawal seizure และ delirium เมื่อผู้ป่วยหยุดดื่มสุรา
การวินิจฉัย
การซักประวัติให้ละเอียดและการตรวจร่างกายอย่างครบถ้วน
โดยเฉพาะทางระบบประสาทเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อดูว่า มีโรคทางร่างกายอื่น ๆ
ร่วมด้วยหรือไม่ จากการศึกษาผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลพบว่า
มีความผิดปกติทางร่างกายร่วมด้วย ถึงร้อยละ 23 เช่น gastritis gastriculcer pancreatitis liver disease
cardiomyopathy หรือ neurologic complication เป็นต้น
ผู้ป่วย alcohol withdrawal ธรรมดานั้นไม่ค่อยมีปัญหาในการวินิจฉัย
ผู้ป่วย alcohol withdrawal seizure ต้องแยกจากการชักที่มีมาจากสาเหตุอื่น
โดยเฉพาะในรายที่มี focal seizure ผู้ป่วย alcohol
hallucinosis ต้องแยกจากอาการ delirium tremens และผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากโรคจิตเวชอื่น ๆ ส่วนผู้ป่วย delirium
tremens ต้องแยกจากภาวะ delirium จากสาเหตุอื่น
ๆ โดยเฉพาะ hepatic encephalopathy และภาวะการขาดสมดุลของเกลือแร่
การส่งตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น serum magnesium level liver function test
prothrombin time หรือ EEG อาจจำเป็นในกรณีมีข้อบ่งชี้
การรักษา
อาการ alcohol
withdrawal ที่ไม่รุนแรงนั้น แม้จะไม่ให้การรักษาด้วยยา อาการ
ก็ทุเลาลงเองได้ บางการศึกษาพบว่ามีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ยังไม่มีปัจจัยใดที่จะช่วยบ่งว่า
ผู้ป่วยรายใด ที่จะเกิดอาการรุนแรงซึ่งต้องให้ยาป้องกัน
ความถี่บ่อยหรือปริมาณของการดื่มสุรา หรือระดับ enzyme aminotransferase นั้น ไม่ได้ช่วยในการบอกถึงความรุนแรงของอาการ ที่พอทราบ
คือ ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติ ของ delirium tremens จะมีโอกาสเกิดได้อีกในการหยุดสุราครั้งต่อไป
ผู้ป่วย alcohol withdrawal ธรรมดานั้นไม่มีความจำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
จะรับผู้ป่วยไว้รักษา ในโรงพยาบาลในกรณีที่ผู้ป่วยมี organic brain
syndrome, Wernicke’s encephalopathy, dehydration, history of trauma, neurologic
symptoms, medical complication, delirium tremens, alcohol seizure หรือ alcohol hallucinosis
1. การรักษาทั่วไป
ผู้ป่วยโรคพิษสุรามักพบการขาดสารอาหารร่วมด้วย
โดยเฉพาะ thiamine B12 และ folic
acid ในผู้ป่วย ที่การตรวจ ยังไม่ส่อถึงภาวะขาดอาหารการให้กิน thiamine
100 มก.และ folic acid 1 มก.
ร่วมกับวิตามินรวม และสารอาหารอื่น ๆ
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลก็เพียงพอแก่การป้องกันการเกิด Wernicke-Korsakoff’s
syndrome ในผู้ป่วย ที่ขาดอาหารอย่างมากนั้น ควรให้ thiamine
100-200 มก.ฉีดเข้ากล้ามทันที และฉีดต่อไปวันละ 100 มก. นานประมาณ 5 วัน ในรายที่ต้องให้ glucose
ควรฉีด thiamine ก่อน เนื่องจากในกระบวนการ glucose
metabolism นั้น จะมีการใช้ thiamine เป็น cofactor
ที่สำคัญ ทำให้ thiamine ในพลาสมายิ่งต่ำมากขึ้น
ในรายที่อาการ withdrawal ไม่มากนัก ผู้ป่วยมักไม่มีภาวะ dehydration
การให้เกลือแร่ทดแทน โดยการรับประทาน ก็เพียงพอ
การให้สารเกลือแร่ทดแทนโดยเข้าเส้นควรระวัง โดยให้เฉพาะรายที่อาการรุนแรง
มีไข้สูงเหงื่อออกมาก หรือมี autononmic hyperarousal มาก
เนื่องจากผู้ป่วยโรคพิษสุรามักมีปัญหาในการกำจัดน้ำออกจากร่างกาย จากการที่มี vasopressin
(19) และ aldosterone สูง(20) รวมทั้งมีแนวโน้มของการเกิด cerebral edema ได้ง่ายกว่าคนทั่วไปด้วย
(19,21) ภาวะ hypomagnesemia และ hypokalemia
อาจพบร่วมได้ ซึ่งทำให้เกิด cardiac arrythmia ได้ รวมถึงระดับของ zinc และ phosphate หากต่ำควรแก้ไข
สภาพแวดล้อมของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
ผู้ป่วยควรอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างพอควร ไม่มีเสียงรบกวนมาก มีผู้คอยดูแล ใกล้ชิด
เตียงผู้ป่วยควรอยู่ห่างจากหน้าต่างหรือสถานที่ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
ในบางครั้งถ้าผู้ป่วยอาการมากมีหวาดกลัว ประสาทหลอน สับสน
หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่ออันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นอาจจำเป็นต้องผูกมัดชั่วคราว
2. การรักษาด้วยยา
วัตถุประสงค์ของการใช้ยาได้แก่
เพื่อลดอาการ withdrawal และ
เพื่อป้องกันการเกิดความผิดปกติแทรกซ้อน เช่น seizure หรือ delirium
ให้ยาโดยมุ่งให้ผู้ป่วยอาการสงบลงไม่วุ่นวาย อาการ autonomic
hyperarousal ลดลง แต่ก็ไม่มากจนผู้ป่วยง่วงซึมตลอดเวลา
2.1 Uncomplicated alcohol withdrawal
ยาที่ใช้ในการรักษาได้แก่
benzodiazepine เป็นตัวยาหลัก
ในการรักษา เนื่องจากมี cross-tolerance กับ alcohol ซึ่งเป็นจาก การที่ alcohol เป็น GABA-facilitatory
ใน GABA-benzodiazepine receptor complex (22) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ anticonvulsant และ
สามารถป้องกันการเกิด delirium ได้
ประสิทธิภาพในการรักษาอาการ alcohol withdrawal ของ benzodiazepine
แต่ละตัวนั้น พบว่า ไม่ต่างกันในขนาดที่ equivalent กัน ตัวที่นิยมใช้ได้แก่
diazepam และ chlordiazepoxide เนื่องจาก
มีค่าครึ่งชีวิตยาว ทำให้การลดลงของระดับยาค่อนข้างสม่ำเสมอ
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคตับที่ทำให้ การเมตะโบไลต์ยาเสียไปมาก ควรใช้ lorazepam
แทน เนื่องจากร่างกายขจัดโดยการ conjugate ที่ตับ
ไม่ได้ผ่านการเมตาโบไลต์ ซึ่งหน้าที่ในการ conjugate นี้จะยังคงดีอยู่แม้ตับจะเสื่อมไปมาก
ขนาดในการรักษาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน
ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไป ให้การรักษาด้วย chlordiazepoxide ขนาด 25-50
มก.วันละ 4 เวลาในวันแรก ปรับขนาด
โดยให้ผู้ป่วยไม่ง่วงมากเกินไปในตอนกลางวัน และกลางคืนนอนหลับได้ดี
อาจนัดติดตามการรักษาทุก 2-3 วันในช่วงแรก
เมื่อผู้ป่วยอาการดีแล้ว จึงค่อยลดขนาดยาลง โดยลดขนาด benzodiazepine ลงร้อยละ 20 ของขนาดในครั้งแรกทุก 1-2 วันจนหยุดยา ในกรณีของผู้ป่วยใน
การลดขนาดยาจะทำได้เร็วกว่า และ benzodiazepine ที่ใช้หากมีค่าครึ่งชีวิตยาว
การลดขนาดยาในแต่ละวันนิยมลด โดยการเพิ่มระยะเวลาระหว่างมื้อ
Beta blocker ในช่วงหลังได้มีการนำเอา
beta blocker มาใช้ในการรักษาอาการ alcohol
withdrawal เนื่องจากเห็นว่าอาการของผู้ป่วยแสดงถึง การมี catecholamine
มาก และแม้ว่า benzodiazepine จะสามารถ
รักษาอาการ withdrawal ได้ แต่ก็ไม่ได้มีผลในการลดอาการจาก norepinephreine
โดยตรง ยาที่ใช้ได้แก่ propanolol ขนาด 10-40 มก. ทุก 6 ชั่วโมง หรือ atenolol
ขนาด 50-100 มก. ต่อวัน
พบว่าอาการดีขึ้นเร็ว โดยเฉพาะ อาการสั่น และอาการด้าน autonomic อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ทำการศึกษาส่วนใหญ่อาการไม่มาก นอกจากนั้น beta
blocker ไม่สามารถป้องกันการเกิด seizure หรือ
delirium จึงควรให้ร่วมกับ benzodiazepine ในการรักษา ในสถานบำบัดบางแห่งใช้ beta blocker ร่วมกับ
benzodiazepine เป็นการรักษามาตรฐาน เนื่องจากปริมาณ benzodiazepine
ที่ใช้ ในผู้ป่วยน้อยกว่า ทำให้มีอาการง่วงและมึนงงน้อยลง
ผู้ป่วยสามารถเข้าร่วมในกิจกรรมกลุ่มได้เร็วขึ้น
alpha-2 adrenergic receptor agonist ในผู้ป่วย alcohal withdrawal นั้น เซลล์บริเวณ locus
ceruleus มีการทำงานมากเกิน ทำให้มีปริมาณ norepinephrine สูง clonidine ซึ่งเป็น alpha-2 adrenergic
receptor agonist นั้นจะไปช่วยลด norepinephrine โดยไปจับกับ receptor แทน ขนาดที่ใช้ในการรักษา
ได้แก่ 0.6 มก.ต่อวัน แบ่งให้วันละ 4
เวลา ผู้ป่วยจะมี อาการแสดงชีพ อาการกังวลหรือกระสับกระส่าย กลับสู่ปกติได้เร็ว จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าได้ผลดีพอ ๆ กับ chlordiazepoxide
อาการข้างเคียงที่สำคัญ ได้แก่ hypotension
2.2 Alcohol withdrawal seizure
ผลจากการศึกษายังมีความขัดแย้งกันอยู่เกี่ยวกับบทบาทของ
phenytoin ในการป้องกันการเกิดอาการชัก การศึกษาในช่วงหลังพบว่า phenytoin ไม่ได้ช่วยป้องกันการชัก
ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีประวัติของ alcohol withdrawal seizure มาก่อนหรือไม่ก็ตามอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโดยทั่วไป
จะยังให้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เคยมีประวัติโรคลมชัก หรือ
ชักจากการหยุดสุรา มาก่อน โดยให้ loadingด้วยการกิน หรือ
ฉีดเข้าเส้น โดยฉีดในขนาด 10 มก./กก. อัตรา 50 มก./นาที แล้วให้ยาป้องกันต่อไปอีก 5 วัน
มีการทดลองใช้ยากันชักตัวอื่น ๆ ในการรักษา เช่น carbamazepine,
valproic acid และ primidone แต่ผลการศึกษา
ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน ส่วนการใช้ magnesium ในการรักษา alcohol withdrawal seizure นั้น
ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่
2.3 Alcoholic hallucinosis
การรักษาเหมือนกับผู้ป่วย alcohol withdrawal ทั่วไป โดยทั่วไป
อาการประสาทหลอนจะดีขึ้นเองภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ หากผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่าย
วุ่นวาย หรือหวาดกลัวมาก อาจให้ highpotency antipsychotics เช่น
haloperidol ขนาดรับประทาน 6-10
มก.ต่อวัน เมื่อผู้ป่วยหายจากอาการแล้ว ก็หยุดการรักษาได้ antipsychoticsอาจมีที่ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการประสาทหลอนเรื้อรัง
โดยอาจต้องให้ยาควบคุมอาการ ไปในระยะยาว แต่ขนาดที่ใช้จะไม่สูงนัก
2.4 Alcohol withdrawal delirium
Benzodiazepine การรักษาใช้
benzodiazepine เป็นหลัก แนวทางในการรักษา
โดยทั่วไปเป็นเช่นเดียวกับ uncomplicated alcohol withdrawal แต่ขนาดของ benzodiazepine ที่ใช้จะสูงกว่า
โดยทั่วไป ใช้ chlordiazepoxide ขนาด 200-300 มก.ต่อวัน โดยเริ่มต้นอาจให้ chlordiazepoxide 50
มก. ทุก 6 ช.ม. และหากผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่าย ตัวสั่น
หรือมี อาการแสดงชีพ เปลี่ยนแปลง ให้รับประทานเพิ่ม 25-50มก.
ทุก 2 ช.ม. วันต่อไปลดขนาดลงร้อยละ 20
ของขนาดสูงสุดต่อวัน
Antipsychotics จากการที่ผู้ป่วย
alcohol withdrawal delirium มักมีอาการประสาทหลอน หลงผิด
เหมือนผู้ป่วยโรคจิตอื่น ๆ และพบว่า antipsychotics สามารถควบคุมอาการวุ่นวายในผู้ป่วยได้ดี
ทำให้มีความนิยมใช้กัน แต่ทั้งนี้
การที่ยาได้ผลเป็นจากฤทธิ์ในการทำให้สงบของยามากกว่า
เนื่องจากฤทธิ์ในการรักษาอาการทางจิตของยานั้น โดยทั่วไป
จะเห็นผลหลังจากให้ยาไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ขึ้นไป
แต่จากการรักษาพบว่าอาการหลงผิด ประสาทหลอนที่พบในผู้ป่วยนั้น
จะหายไปภายในไม่ถึงสัปดาห์หลังจากรักษา นอกจากนั้น การใช้ antipsychotics อาจเกิดอาการข้างเคียง โดยมี orthostatic hypotensionหรือ seizure treshold ลดลง โดยเฉพาะยาที่มี potency
ต่ำ ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว จัดว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้
นอกจากในผู้ป่วยบางรายที่ยังมีอาการทางจิตคงอยู่นาน ในขณะที่อาการร่วมอื่น ๆ ของ alcohol
withdrawal ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็จะใช้ร่วมกับ benzodiazepine
และให้ในขนาดต่ำ ซึ่งในกรณีนี้
ควรจะทบทวนการวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง
Magnesium การศึกษาในช่วงก่อน
ๆ พบว่าผู้ป่วย alcohol withdrawal ส่วนใหญ่มี magnesium
ใน serum ต่ำกว่าปกติ
ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับภาวะ delirium ทำให้นิยมใช้ magnesium
ในการรักษา ในระยะหลังพบว่าภาวะ magnesium ต่ำนี้ไม่ได้พบในผู้ป่วยทุกคน
และระดับ magnesium ส่วนใหญ่มักจะกลับสู่ระดับปกติก่อนการเกิด
delirium ดังนั้นจึงไม่ควรใช้เป็นการรักษาทั่วไปในผู้ป่วย
alcohol withdrawal delirium
Combination therapy
หลักการรักษาโดยทั่วไป
ของ alcohol withdrawal คือ การทำให้อาการสงบลง
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการให้ benzodiazepine เพียงขนานเดียวก็เพียงพอแก่การควบคุมแล้ว
อย่างไร ก็ตาม ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีความเจ็บป่วยหรือปัญหาทางร่างการมาก
การใช้ benzodiazepine อาจปรับขนาดลำบาก เนื่องจาก
หากใช้ในขนาดที่สูงอาจทำให้ ผู้ป่วยง่วงซึมมากอยู่ตลอด หรืออาจกดการหายใจ แต่หากใช้ในขนาดต่ำก็ไม่สามารถ
ควบคุมอาการได้ ในกรณีเหล่านี้ การใช้ยาหลายขนานร่วมกันอาจมีความเหมาะสมกว่า
ทั้งนี้เนื่องจากอาการ withdrawal นั้น แสดงออกมาหลายทาง
ซึ่งการให้ยาแต่ละขนานที่มีฤทธิ์ในการบำบัดอาการเฉพาะอย่าง จะทำให้อาการดีขึ้นเร็ว
และลดความจำเป็นในการใช้ยาในขนาดสูง โดยให้ benzodiazepine เป็นตัวหลักร่วมกับ
beta blockers clonidine หรือ antipsychotics ซึ่งแนวโน้มในการรักษาระยะหลัง จะนิยมใช้ combination therapy มากขึ้น
ที่มา
http://rama4.mahidol.ac.th/ramamental/?q=psychiatristknowledge/generalpsychiatrist/080
โรคสมองเสื่อม/ภาวะสมองเสื่อม (Dementia)
โรคสมองเสื่อม/ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) พอมีอาการจำอะไรไม่ ได้
เจอหน้าคนที่รู้จักแต่นึกชื่อไม่ออก เดินจะไปหยิบของในครัว
พอไปถึงนึกไม่ออกว่าจะหยิบอะไร จอดรถที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า
แต่พอเดินกลับมาจะขึ้นรถ จำไม่ได้ว่าจอดรถที่ชั้นไหน
อาการต่างๆเหล่านี้ใช่สมองเสื่อมหรือไม่ เราต้องมาติดตามบทความต่อจากนี้ไปเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมให้ดียิ่งขึ้น
โรคสมองเสื่อมคืออะไร
สมองเสื่อม
โรคสมองเสื่อมเป็นคำที่เรียกกลุ่มอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลงหลายๆด้าน
คนทั่วไปมักเข้าใจว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องเฉพาะความจำเท่านั้น แต่จริงแล้ว
ยังมีปัญหาในการใช้ความคิด การเรียนรู้สิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม
และบุคลิกภาพ จนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันทั้งในด้านการงาน การเข้าสังคม
และชีวิตส่วนตัว โดยขณะที่แพทย์ประเมินผู้ป่วยว่ามีสมองเสื่อมหรือไม่
ผู้ป่วยต้องไม่มีอาการสับสนอย่าง ฉับพลันหรือมีระดับการรู้สึกตัวบกพร่อง
โรคสมองเสื่อมพบบ่อยแค่ไหน
โรคสมองเสื่อมเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุทุกเพศ
พบว่าทั่วไปแล้วคนที่อายุเกิน 65 ปี พบ 6 - 8%
และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น โดยพบสูงถึง 30% ในผู้ที่อายุ 85 ปี
โรคสมองเสื่อมกับโรคอัลไซเมอร์เหมือนกันหรือไม่
ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเหมารวมว่าโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคเดียวกัน
แท้ จริงแล้วโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุดคือประมาณ 65% ของโรคสมองเสื่อมทั้งหมด
โดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีความผิดปกติอย่างช้าๆเป็นปีๆ ทำให้ผู้ใกล้ชิดบอก
จุดเริ่มต้นของอาการไม่ชัดเจน
ส่วนสาเหตุอื่นของโรคสมองเสื่อมยังมีได้จากหลายสาเหตุเช่น
โรคสมองเสื่อมจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ (โรคสมองเสื่อมเหตุสมองขาดเลือด)
ดื่มสุราเรื้อรัง ภาวะสมองขาดออกซิ เจน ภาวะเลือดคั่งในสมอง (เลือดออกในเนื้อสมอง)
และภาวะขาดวิตามินบางชนิดเช่น วิตามิน บี-3
เป็นต้น แม้ส่วนมากโรคนี้จะรักษาไม่หายขาด แต่ก็มีประมาณ 5%
ที่มีความบกพร่องเฉพาะเกี่ยวกับความจำ สามารถรักษาหายจากอาการดังกล่าวได้
โดยประมาณครึ่งหนึ่งหายเป็นปกติหลังจากได้รับการรักษา
อะไรบ้างเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม?
หลายปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมดังจะกล่าวต่อไป
จะเห็นว่าบางปัจจัยสามารถป้องกันรักษาได้เช่น โรคความดันโลหิตสูง
โรคไขมันในเลือดสูง การติดสุราเรื้อรัง การสูบบุหรี่ เป็นต้น
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสมองเสื่อมได้แก่
-อายุมาก
-ประวัติครอบครัวเป็นโรคสมองเสื่อม
-ดื่มสุราเรื้อรัง
-ใช้ยาเสพติด
-มีประวัติโรคซึมเศร้า
-มีโรคปัญญาอ่อน
-ได้รับอันตรายทางสมองเช่น เลือดคั่งในสมอง (ภาวะเลือดออกในเนื้อสมอง)
-มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเช่น โรคเบาหวาน
โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่
-ประวัติเคยมีภาวะสับสนฉับพลัน
-เคยสัมผัสโลหะหนักบางชนิดเรื้อรังเป็นเวลานานเช่น สารตะกั่ว สารหนู
-มีโรคทางระบบประสาทเช่น โรคพาร์กินสัน
-ติดเชื้อเอชไอวี
อาการหลงลืมในผู้สูงอายุแตกต่างจากโรคสมองเสื่อมอย่างไร
สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอคือ
โรคสมองเสื่อมไม่ใช่ภาวะปกติของคนที่มีอายุ
ผู้สูงอายุมักจะคิดว่าตนเองมีความจำบกพร่อง
แท้จริงแล้วอาการหลงลืมเล็กๆน้อยๆนี้สามารถเกิดได้ในผู้สูงอา
ยุซึ่งเรียกว่าอาการหลงลืมตามวัยเช่น ลืมว่าวางของไว้ที่ไหน ลืมกาน้ำเดือดไว้บนเตา
ลืมชื่อคนที่เคยรู้จัก ลืมว่าวันนี้วันที่เท่าไร เป็นต้น
ที่สำคัญอาการหลงลืมนี้ต้องไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ
อาการหลงลืมตามวัยนี้สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้ ถ้าผู้สูงอายุมีสมาธิมากขึ้น
การจดบันทึกเพื่อเตือนตัวเองก็จะช่วยได้เป็นอย่างดี
ส่วนอาการหลงลืมในโรคสมองเสื่อมนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไป
มีลักษณะแปลกๆ และมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ
โดยอาการหลงลืมมักค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อ
เนื่องจนจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลย หรือมีพฤติกรรมแปลกๆเช่น
ใส่เสื้อกลับด้าน หรือจำไม่ได้ว่าใส่เสื้ออย่างไร อาบน้ำอย่างไร
ลืมชื่อสมาชิกในครอบครัว หลงทางกลับบ้าน เป็นต้น
ทราบได้อย่างไรว่าน่าเป็นโรคสมองเสื่อม
อาการของโรคสมองเสื่อมมีความแตกต่างได้หลากหลาย
และโรคเดียวกันผู้ป่วยแต่ละคนก็อาจมีอาการและความรุนแรงที่แตกต่างกันเช่น
บางรายมีอาการหลงลืมเป็นอาการเด่น บางรายมีอาการด้านพฤติกรรม หรือการใช้ภาษาเป็นอาการเด่น
เป็นต้น โดยความผิดปกตินี้จะเกิด ขึ้นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 6 เดือน
แพทย์จึงสามารถให้การวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากโรคสมองเสื่อม
ผู้ใกล้ชิดผู้สูงอายุอาจทำแบบทดสอบดังใน*ภาคผนวก (IQCODE) ฉบับสั้น
(อ่านเพิ่มเติมในตอนท้ายของบทความนี้) เพื่อประเมินเบื้องต้นว่า ผู้สูงอายุรายนั้นน่าจะมีโรคสมองเสื่อมหรือไม่
อาการโรคสมองเสื่อมที่ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยจะสังเกตได้คือ
มีความบกพร่องในความจำ การรับรู้
หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ: เช่น ลืมคำพูดระหว่างการสนทนา
จึงถามซ้ำๆบ่อยๆหรือพูดวกวนในเรื่องเก่าๆ ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเช่น กินข้าวแล้วก็บอกว่ายังไม่กิน
ลืมของมีค่าบ่อยๆเช่น กระเป๋าสตางค์ นาฬิกาข้อมือ กุญแจบ้าน เป็นต้น
หลงทางในที่ที่คุ้นเคยเช่น ออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ถูก
หรือลืมว่าต้องนั่งรถประจำทางสายใดทั้งๆที่เดิมเคยนั่งอยู่เป็นประจำ เป็นต้น
มีความบกพร่องเกี่ยวกับการรับรู้สิ่งรอบตัว:
เช่น จำวันที่ เดือน ปีไม่ได้ จำชื่อเพื่อน สมาชิกในครอบครัว
และบ้านเลขที่ตัวเองไม่ได้
มีพฤติกรรมผิดปกติ: เช่น
มีความบกพร่องในการตัดสินใจแก้ปัญหาเช่น
นั่งดูน้ำเดือดบนเตาเฉยๆหรือปล่อยให้น้ำล้นอ่างโดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร
มีการวางแผนงานหรือความ สามารถในการทำงานลดลง
ไม่กล้าตัดสินใจหรือตัดสินใจผิดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ
มีสุขอนามัยเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น ไม่ยอมอาบน้ำ เสื้อผ้าสกปรก
หรือไม่โกนหนวดในผู้ชายซึ่งเปลี่ยน แปลงไปจากเดิม
หรือมีพฤติกรรมที่คนปกติทั่วไปไม่ปฏิบัติเช่น ชอบขโมยของในร้านค้า เป็นต้น บางคนอาจมีอาการทางจิตเวชเช่น
เห็นภาพหลอน หูแว่ว (ประสาทหลอน) มีความเชื่อหรือความคิดหลงผิด นอนไม่หลับ
เดินไปเดินมาตอนกลางคืน หรือนอนมากเกินไปทั้งกลางวัน - กลางคืน
มีอารมณ์ที่ผิดปกติ: เช่น
อารมณ์เฉยเมย เฉื่อยชา ไม่อยากคุยกับใคร แยกตัวจากสัง คม หรือมีอารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย
พูดจาก้าวร้าว มีความอดทนต่ำ รอนานไม่ได้ ขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบมาก่อน
ขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมใดๆเช่น
เดิมชอบทำสวนปลูกต้นไม้ก็เลิกทำโดยไม่มีสาเหตุที่เป็นเหตุเป็นผล
การเปลี่ยนแปลงด้านความคิด:
มีความคิดที่ไม่ยืดหยุ่น มีความบกพร่องในการใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนเช่น
นึกคำไม่ออก ใช้คำที่เสียงใกล้เคียงกันเช่น เรียกเสื้อเป็นแสง
ใช้คำศัพท์แปลกๆแทนหรือใช้คำว่า ไอ้นั่น ไอ้นี่ พูดตะกุกตะกักไม่เป็นประโยคต่อ
เนื่อง พูดน้อยลงหรือไม่พูดเลย มีความคิดสร้างสรรค์ลดลง
มีความบกพร่องในการเริ่มต้นหัวข้อสนทนา เป็นต้น
มีความบกพร่องในการประกอบกิจวัตรและในกิจกรรมประจำวัน:
เช่น ไม่อาบน้ำ ไม่แต่งตัว หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมเช่น
ใส่เสื้อชุดนอนไปซื้อของที่ตลาด กลั้นอุจจาระ -ปัสสาวะไม่ได้
หรือปล่อยให้ราดในที่สาธารณะ กินอาหารมูมมามเปลี่ยนไปจากเดิม
ไม่สามารถทำกิจวัตรที่เคยทำเป็นประจำได้เช่น เคยทำอาหารได้ก็ลืมขั้นตอนการทำ
รสชาติอาหารต่างไปจากเดิม เคยใช้โทรศัพท์มือถือได้ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้
ก็ทำไม่ได้ จนในที่สุดจะมีลักษณะเป็นเหมือนเด็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
ทำไมการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมถึงมีความสำคัญ?
โรคสมองเสื่อมมักได้รับการวินิจฉัยในระยะท้าย
ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าโรคสมองเสื่อมส่วนมากไม่สามารถรักษาให้หายขาด
แต่บางภาวะสามารถรักษาหรือชะลอความเสื่อมได้
อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและผู้ดูแล
ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของผู้ป่วย
และลดภาระแก่ผู้ดูแลและครอบครัวอีกด้วย
อุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การวินิจฉัยล่าช้าคือ
ตัวผู้ป่วยเองและ/หรือครอบครัวไม่ได้ตระหนักถึงความผิดปกติดังกล่าว
และมักคิดว่าเป็นอาการปกติของคนสูงวัย
และเนื่องจากปัจจุบันยังขาดการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยที่แน่นอนรวดเร็วและจำเพาะ
ทำให้การวินิจ ฉัยโรคนี้ล่าช้า
ดังนั้นญาติหรือคนใกล้ชิดผู้สูงอายุจะเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างมากในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อม
ซึ่งหากผู้สูงอายุหรือผู้ใกล้ชิด สงสัยว่าผู้สูงอายุอาจเป็นโรคสมองเสื่อม
ควรรีบนำมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลเพื่อการตรวจสืบค้น
เพิ่มเติมและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?
ควรรีบพบแพทย์/รีบไปโรงพยาบาลเสมอเมื่อสงสัยว่าตนเองหรือผู้ใกล้ชิดเป็นโรคสมองเสื่อมจากการมีพฤติกรรมที่ผิดปกติไปดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ
ทราบได้อย่างไรว่าน่าเป็นสมองเสื่อม
วินิจฉัยโรคสมองเสื่อมได้อย่างไร
เมื่อท่านสงสัยว่าท่านหรือญาติของท่านเป็นโรคสมองเสื่อม
ควรไปปรึกษาแพทย์ด้านอายุรกรรม แพทย์จะสอบถามประวัติทางการแพทย์
ตรวจร่างกายผู้ป่วยโดยละเอียด
รวมทั้งให้ท่านทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความจำเพื่อประเมินว่ามีความผิดปกติหรือไม่
นอกจากนี้
แพทย์จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
และหาสาเหตุอื่นที่สามารถรักษาได้เช่น
การตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์และดูระ ดับเกลือแร่
และในผู้ป่วยบางรายอาจต้องตรวจภาพสมองทางรังสีวิทยาเช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan brain) หรือตรวจสมองด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กกำลังสูง
(MRI, เอมอาร์ไอ)
อาจยังมีการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยาอื่นซึ่งมีในบางโรงพยาบาลเท่านั้น (เช่น
เพทสะแกน/PET scan) ไม่ได้มีทั่วไปซึ่งการตรวจนั้นไม่ยุ่งยากและไม่ได้ทำให้ท่านเจ็บตัวนอกเหนือไปจากการเจาะเลือด
ก. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง
(CT scan brain): การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT
scan brain) เป็นการใช้รังสีเอกซเรย์ตรวจสมองในภาพตัดขวาง
ทำให้เห็นความผิดปกติในเนื้อสมองที่การเอกซเรย์ธรรมดามองไม่เห็นเช่น
เห็นเลือดคั่งในสมอง, บริเวณที่สมองขาดเลือด
และเนื้องอกในสมอง เป็นต้น ข้อห้ามในการตรวจเช่น ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้อา หารทะเล
แพ้สารทึบแสง/สารทึบรังสี แพ้สารอาหารอื่นๆ โรคไตวาย ก่อนตรวจต้องงดน้ำงดอาหาร
และงดยาตามที่เจ้าหน้าที่ที่ห้องเอกซเรย์แนะนำ ถ้าหากมีข้อห้ามในการตรวจเช่น เคยแพ้สารทึบแสงหรืออาหารทะเล
ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบก่อนทำการตรวจ
บางรายอาจได้รับน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำหากจำเป็นต้องฉีดสารทึบแสง
ขณะตรวจผู้ป่วยจะนอนหงายบนเตียงธรรมดา
หากรู้สึกผิดปกติสามารถพูดดังๆเพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบได้
หลังจากทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองแล้ว ถ้าเกิดมีผื่นคัน หายใจลำบาก
ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
ซึ่งผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ปกติและควรดื่มน้ำมากๆโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดสารทึบแสง
ข. การตรวจสมองด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กกำลังสูง
(MRI brain): การตรวจสมองด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กกำลังสูง
(MRI brain) เป็นการตรวจสมองโดยการส่งคลื่นวิทยุเข้าไปกระตุ้นเซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆของสมอง
ในขณะที่ผู้ป่วยนอนอยู่ในสนามแม่เหล็กและนำสัญญาณซึ่งต่างกันที่ได้รับจากการกระตุ้นนำมาสร้างเป็นภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์
และสามารถ สร้างภาพได้หลายระนาบ การตรวจวิธีนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติของเนื้อสมองได้ละเอียดมากขึ้นกว่าการทำเอกซเรย์สมองคอมพิวเตอร์
โดยเฉพาะพยาธิสภาพที่เป็นความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น สมองฝ่อ
เนื้อสมองตายเหตุขาดเลือด หรือการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสมองบางบริเวณ เป็นต้น
แต่ค่าใช้จ่ายด้วยการตรวจเอมอาร์ไอสูงกว่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มากและไม่สามารถทำได้ในทุกโรงพยาบาล
ข้อห้ามในการตรวจเอมอาร์ไอได้แก่
ผู้ป่วยที่ติดเครื่องช่วยกระตุ้นหัวใจ
ผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจชนิดที่เข้าห้องสนามแม่เหล็กไม่ได้
ผู้ที่ผ่าตัดหลอดเลือดโป่งพองและใช้คลิบโลหะหนีบหลอดเลือดไว้ ผู้ที่มีเศษโลหะฝังในลูกตา
(เช่น จากอุบัติเหตุ) และผู้ที่ผ่าตัดติดประสาทหูเทียม
สำหรับการเตรียมตัวก่อนเข้าห้องตรวจเอมอาร์ไอ
โดยทั่วไปไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร ผู้ป่วย
อาจได้รับการฉีดยาทางหลอดเลือดดำเพื่อให้เห็นภาพเนื้อเยื่อสมองชัดเจนขึ้น
ขณะตรวจควรนอน หลับตาทำจิตใจให้สบาย เพราะบริเวณที่นอนตรวจค่อนข้างแคบและเสียงดังค่อนข้างมาก
ควรนอนนิ่งให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ได้ภาพสมองที่ชัดเจน
หากมีปัญหาขณะตรวจสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา
หลังตรวจฯเสร็จหากเกิดอาการผิดปกติเช่น
มีผื่นภายใน 24
ชั่วโมงในรายที่ได้รับการฉีดสารเข้าหลอดเลือดดำ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันทีและดื่มน้ำมากๆโดยเฉพาะผู้ที่ฉีดสารเข้า
หลอดเลือดดำ
รักษาโรคสมองเสื่อมอย่างไร? ดูแลตนเองอย่างไร?
การรักษาโรคสมองเสื่อม
ก่อนอื่นต้องมองหาสาเหตุที่สามารถรักษาได้ก่อนแม้จะเป็นส่วนน้อยเช่น
เลือดคั่งในสมอง สาเหตุจากยาหรือสารเสพติด การติดเชื้อ หรือขาดวิตามินบางชนิด
จากนั้นจึงเหลือกลุ่มโรคสมองเสื่อมเรื้อรัง
โดยจุดมุ่งหมายในการรักษาดูแลผู้ป่วยคือ ชะลอการลดลงของสติปัญญา
ให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด
โดยเพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันและเพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งต่อผู้ป่วยเองและต่อผู้ดูแล
แบ่งหลักการรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเป็น
5 ข้อใหญ่คือ การรักษาโรคสมองเสื่อม, การรักษาโรคร่วม, การส่งเสริมสุขภาพ, การป้องกันความทุพลภาพ และการดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยในแง่สังคม
การรักษาโรคสมองเสื่อม:
การรักษาโรคสมองเสื่อมได้แก่ 1. การรักษาปัญหาการลดลงของสติปัญญาและ 2. การรักษาปัญหาทางพฤติกรรมและจิตเวชในผู้ป่วยสมองเสื่อม
1. การรักษาปัญหาการลดลงของสติปัญญา:
ในปัจจุบันโรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด
ยาที่มีในปัจจุบันเป็นเพียงยาที่ชะลอการดำเนินโรคหรือรักษาตามอาการ
ยาที่ได้รับการยอมรับทั่วไปได้แก่
ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชื่อ อะซีติลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholineesterase,
สารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง) คือ ยาในกลุ่ม Acetylcholineesterase
inhibitor; AChEI (เช่น โดนีพีซิล/Donepezil, ไรวาสติกมีน/Rivastigmine,
กาแลนตามีน/Galantamine) และยาที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของตัวรับเอ็นเอ็มดีเอ
(NMDA/N-methyl-D-aspartate receptor antagonist) ที่เยื่อหุ้มเซลล์
ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการเกิดโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะชนิดอัลไซเมอร์
ทั้งนี้
ประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ในแต่ละผู้ป่วยแตกต่างกัน หากพูดคร่าวๆคือ 1 ใน 3
ของคนที่ได้รับยาเหล่านี้อาการโดยรวมจะดีขึ้นได้ อีก 1 ใน 3 อาการเท่าๆเดิม และอีก 1 ใน 3
อาการแย่มากขึ้น
เนื่องจากผลข้างเคียงของยาโดยเฉพาะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเช่น ท้องเสีย
คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการฝันร้าย หัวใจเต้นผิดปกติ กล้ามเนื้อหดเกร็ง
2 การรักษาปัญหาทางพฤติกรรมและจิตเวช:
แบ่งเป็นการรักษาด้วย 2.1 การไม่ใช้ยา และ 2.2 ใช้ยา
2.1 การรักษาโดยไม่ใช้ยา: การรักษาส่วนนี้มีความสำคัญมากต้องพิจารณาก่อนเสมอ
ถ้าไม่ได้ผลจึงให้การรักษาส่วนนี้ควบคู่กับการให้ยาดังกล่าวใน 2.2 ซึ่งการรักษาโดยไม่ใช้ยาประกอบไปด้วย
การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมือนที่อยู่ตามปกติ:
ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้ง่ายต่อการทำกิจกรรมต่างๆ โดยพยายามเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด
แต่จะปรับเปลี่ยนในกรณีที่ไม่เหมาะสมเป็นอันตรายแก่ผู้ ป่วยเช่น
ควรเอาพรมเช็ดเท้าที่ทำให้ลื่นหกล้มได้ง่ายออก ควรมีไฟบริเวณทางเดินไปห้องน้ำตอน
กลางคืน ควรมีราวจับในห้องน้ำห้องส้วมและบันไดพื้นบ้าน
รวมถึงในห้องน้ำห้องส้วมควรแห้งอยู่เสมอ ควรจัดห้องนอนอยู่ชั้นล่างใกล้ห้องน้ำ
ไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดินรวมทั้งบริเวณหน้าและหลังบ้านด้วย
การใช้ภาษา:
ควรให้ความเคารพนับถือผู้ป่วยเหมือนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
อย่าดูแลเขาเหมือนเป็นเด็กเล็ก ผู้ดูแลต้องใจเย็น
พยายามใช้สายตาเป็นสื่อปลอบโยนผู้ป่วย ใช้ภาษาที่สุภาพสั้นและง่ายต่อการเข้าใจ
ให้เวลาผู้สูงอายุในการถามหรือตอบ
พยายามหลีกเลี่ยงการสนทนาที่มีคำถามเยอะๆที่ต้องตอบหลายคำตอบ
เพราะทำให้ผู้ป่วยสับสนและมีพฤติกรรมก้าวร้าวตามมาได้
ควรจัดสิ่งแวดล้อมไม่ให้มีเสียงดังเช่น เปิดโทรทัศน์หรือวิทยุเสียงดัง
การจัดกิจกรรมประจำวัน:
ควรให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมมากที่สุดเท่าที่ทำได้
เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วย
ควรให้ความช่วยเหลือบางส่วนถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้เอง ให้เวลาผู้ป่วยในการทำกิจกรรม
ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ ให้อธิบายใหม่ใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายสั้นๆตรงไปตรงมา
พยายามทำขั้นตอนของกิจกรรมให้สั้นลงถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้อาทิ การแต่งตัว
ให้บอกทีละขั้นตอนให้ผู้ป่วยทำเอง ถ้าทำไม่ได้จึงค่อยช่วยเหลือ
ที่สำคัญต้องเข้าใจว่าผู้ป่วยมีอาการขึ้นๆลงๆได้ บางวันทำได้ วันถัดไปอาจทำไม่ได้
หรือแม้แต่ในวันเดียวกันก็มีความแตกต่างกันได้
การใช้พฤติกรรมบำบัดอาจมีประโยชน์เช่น การฟังเพลงร้องเพลงร่วมกัน
การให้ผู้ป่วยรำลึกความหลังโดยดูรูปเก่าๆ การคุยถึงเหตุการณ์ในรูปนั้นๆ
การบำบัดรักษาโรคโดยใช้กลิ่นหอม (Aromatherapy) การรดน้ำต้นไม้ปลูกต้นไม้ การสัมผัสและการนวด
ควรทำกิจกรรมในวันหนึ่งๆให้เป็นกิจวัตรเหมือนกันทุกวันเพื่อให้ผู้ป่วยไม่สับสน
การดูแลสุขอนามัย:
ผู้ป่วยมักลืมหรือไม่สนใจสุขอนามัยส่วนบุคคลซึ่งอาจก่อให้ผู้ดูแลกังวล
และต้องดูแลมากขึ้น ผู้ป่วยอาจไม่อยากให้ใครมาช่วยเหลือเรื่องส่วนตัวเช่น อาบน้ำ
แต่งตัว ผู้ดูแลจึงอาจช่วยเหลือบางขั้นตอน ควรส่งเสริมให้ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน
และควรพาผู้ป่วยไปพบทันตแพทย์ เป็นระยะๆเพื่อตรวจว่ามีปัญหาในช่องปากหรือไม่
อาการอุจจาระและปัสสาวะราด:
อาจเนื่องจากผู้ป่วยมีความจำกัดทางกายภาพเช่น ปวดข้อเข่าจึงไปเข้าห้องน้ำไม่ทัน
มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
หรือเนื่องจากกระเพาะปัสสาวะไวต่อการกระตุ้นกว่าปกติจึงมีปัสสาวะราด
ดังนั้นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อหาสาเหตุและแก้ไขก่อนที่จะบอกว่าเป็นจากโรคสมองเสื่อมซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
ในผู้ที่มีปัสสาวะราด ผู้ดูแลต้องแน่ใจว่าผู้ป่วยได้รับปริมาณน้ำเพียงพอต่อวัน
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนเช่น ชา กาแฟ อาจจัดตารางการถ่ายปัสสาวะเช่น
เข้าห้องน้ำทุก 4
ชั่วโมงและเข้าห้องน้ำก่อนนอนตอนกลางคืน ไม่ดื่มน้ำมากก่อนนอน
ใส่เสื้อผ้าที่ถอดออกง่ายเมื่อไปเข้าห้องน้ำเช่น กางเกงยางยืด เสื้อผ้าค่อน
ข้างหลวม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้
พิจารณาใช้แผ่นอนามัยผ้ากันเปื้อนที่กันน้ำได้วางไว้บนเก้าอี้ที่ผู้ป่วยนั่งและที่เตียงนอน
อาการนอนไม่หลับ:
ญาติควรหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำตอนบ่ายๆ หลีกเลี่ยงการนอนหลับยาวตอนกลางวัน
ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับรูปแบบการนอนเพื่อพิจารณาหยุดหรือเปลี่ยนยาที่อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ
และแน่ใจว่าจัดห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอน
ผู้ป่วยสามารถเดินเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนได้ปลอดภัย
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และยานอนหลับ อาจให้ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนและให้เข้านอนเป็นเวลา
พฤติกรรมก้าวร้าวและอาการทางจิตเวช:
เช่น คิดหลงผิด หวาดระแวง เห็นภาพหลอน หูแว่ว
อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการจากตัวโรคเอง หรือเป็นจากยา
จากสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเสริมเช่น ตาและหูทำงานบกพร่อง
จึงระแวงว่าคนอื่นกำลังนินทาตนเอง ผู้ดูแลควรพยายามหาว่าสิ่งกระตุ้นพฤติกรรม
นั้นๆคืออะไร ที่สำคัญต้องเข้าใจและอดทนต่อพฤติกรรมของผู้ป่วยว่าเป็นจากตัวโรค
ผู้ป่วยไม่ได้ตั้ง ใจให้เป็นเช่นนั้น เมื่อมีพฤติกรรมก้าวร้าว
พยายามเบนความสนใจผู้ป่วยไปเรื่องอื่น
และหลีกเลี่ยงสาเหตุเสริมที่ทำให้พฤติกรรมนั้นเป็นมากขึ้น หากผู้ป่วยเดินไปมาไม่หยุด
ควรมองหาว่าเดินเพราะอะไร มีตัวกระตุ้นหรือไม่เช่น มีเสียงดังจึงอยากเดินหนี
หรือจากผลข้างเคียงจากยา ก็ให้แก้ไขต้น
เหตุนั้นๆก่อนที่จะโทษว่าเป็นอาการหนึ่งของโรคสมองเสื่อม
อาการซึมเศร้า:
ผู้ป่วยอาจแสดงออกมาในรูปของอารมณ์เสียใจ น้อยใจ กังวล คิดว่าตนเองไร้ค่า
อยากฆ่าตัวตาย หรืออาจเฉยเมย แยกตัวออกจากสังคม
ซึ่งอาจเป็นอาการจากโรคสมองเสื่อมเองหรือมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย
ซึ่งกรณีหลังสามารถรักษาได้ด้วยยารักษาโรคซึมเศร้า
การพูดจาซ้ำซาก:
ผู้ดูแลควรให้ความมั่นใจผู้ป่วยว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่ต้องกังวล
พยายามเบี่ยงเบนไปทำกิจกรรมอื่น อาจมีเครื่องช่วยเตือนความจำเช่น
กระดานหรือสมุดจดกิจกรรมที่ทำประจำวัน
พยายามตอบคำถามหรือเปลี่ยนการตอบคำถามเป็นเรื่องราวสนทนากันมากกว่าพูดซ้ำๆอยู่ที่เดิม
2.2 การรักษาโดยการใช้ยา: จะให้ยาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือให้การรักษาโดยการไม่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผลเข่น
ยาที่รักษาโรคจิตกลุ่มเก่า/กลุ่มดั่งเดิม (เช่น ยาฮาโลเพอริดอล/Halope
ridol) และยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ (เช่น ยารีสเพอดิโดน/Risperidone
ยาโองานซาพีน/Olanzapine)
ผลข้างเคียงที่สำคัญของยาเหล่านี้คือ
อาการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Extrapyramidal
symptoms) ผู้ป่วยอาจแสดงอาการออกมาได้หลายอย่างเช่น
การเคลื่อนไหวโดยไม่ตั้งใจ สั่นทั้งตัวและแข็งเกร็ง กระวนกระวาย กล้ามเนื้อหดเกร็ง
นอกจากนี้ยังพบการหายใจและหัวใจเต้นผิดปกติ น้ำหนักเพิ่ม
น้ำตาลในเลือดสูงเมื่อใช้เป็นเวลานาน การหยุดยาที่ได้รับหรือลดขนาดยาจะทำให้อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยกลับคืนปกติ
ประสิทธิภาพการรักษาอาการของยาทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวไม่แตกต่างกัน แต่ยากลุ่มใหม่พบผล
ข้างเคียงต่อระบบประสาทที่ทำให้เคลื่อนไหวผิดปกติน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม
ยากลุ่มใหม่มีราคาสูงกว่ายากลุ่มดั่งเดิมค่อนข้างมาก
มีการศึกษาพบว่า
ยารักษาเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น
และเพิ่มอัตราการตายเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยาประมาณ 1.5 - 1.7 เท่าเมื่อใช้ในระยะยาว
ดังนั้นการใช้ยาจะใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้และใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเริ่มจากขนาดยาต่ำสุดแล้วค่อยๆเพิ่มขนาดยาจนได้ขนาดที่น้อยสุดที่สามารถควบคุมอาการได้
และติดตามดูว่ามีผลข้างเคียงจากการรัก ษาหรือไม่ อย่างน้อยทุก 3 เดือนในระยะแรกของการรักษา แพทย์อาจจะนัดติดตามการรักษาถี่กว่านี้
และพิจารณาหยุดยาเหล่านี้เมื่อไม่มีข้อบ่งชี้หรือเมื่อมีผลข้างเคียงจากยา
การรักษาโรคร่วม:
ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมักมีโรคอื่นร่วมด้วย
มีความจำเป็นที่ต้องรักษาควบคู่กันไปอาทิเช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคหัวใจ
เป็นต้น รวมทั้งรักษาภาวะหรือโรคที่ทำให้ผู้ป่วยสับสนมากขึ้น อาทิ ท้องผูก
ภาวะเลือด/โลหิตจาง ความเจ็บ/ปวด ปัสสาวะบ่อยจากปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะ
โดยกรณีโรคร่วมเหล่านี้แพทย์จะให้การรักษาเหมือนกับผู้ป่วยทั่วไป
การส่งเสริมสุขภาพ:
ควรแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอกับความต้องการ
(อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่)
หลีกเลี่ยงภาวะอ้วนหรือผอมเกินไป ส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
โดยเลือกกิจกรรมออกกำลังกายที่ผู้ป่วยชอบเพื่อคงความแข็งแรงทางกายภาพให้มากที่สุด
และหลีก เลี่ยงการใช้ยาต่างๆมากเกินความจำเป็น
การป้องกันความทุพลภาพ:
การป้องกันความทุพลภาพเช่น
การรับวัคซีนที่เหมาะสมเหมือนผู้สูงอายุทั่วไป ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม
และแก้ไขภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยหกล้ม
หากยังขับรถอยู่ต้องประเมินว่ามีความปลอดภัยหรือไม่
การดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย (Carer) ในแง่สังคม:
ควรมีการพูดคุยถึงแนวทางการรักษาในอนาคต
(Advance care directives) ในกรณีที่ผู้
ป่วยมีอาการทางกายภาพที่รุนแรง ควรให้ผู้ป่วยเป็นคนตัดสินใจในขณะที่ยังทำได้
หากไม่แน่ใจ ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์และนักจิตวิทยาเฉพาะทางที่จะช่วยประเมิน
และควรให้มีตัวแทนตัดสิน ใจในการรักษาและจัดการเรื่องมรดกทรัพย์สินตั้งแต่เนิ่นๆ
นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับผู้ดู แลผู้ป่วยโดยเปรียบเสมือนเป็นผู้ป่วยคนหนึ่ง
ผู้ดูแลมักพบเกิดเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกัง วลได้บ่อย
แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยผู้ดูแลในการวางแผนการรักษาและตัดสินใจ
โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษาและการพยากรณ์โรค
และอาจส่งผู้ดูแลไปเข้ากลุ่มที่ช่วย เหลือผู้ดูแลอาทิ ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเล่าปัญหา
หาแนวทางแก้ไขร่วมกัน
บางแห่งมีสถานที่ชั่วคราวให้ผู้ป่วยไปพักชั่วคราวเพื่อให้ผู้ดูแลได้พักบ้าง
คลายความเครียด
นอกจากนี้ผู้ดูแลควรอธิบายให้สมาชิกอื่นในครอบครัวเข้าใจและให้ความช่วยเหลือด้วย
โรคสมองเสื่อมป้องกันได้หรือไม่
ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่รักษาการเกิดโรคสมองเสื่อมได้
โดยทั่วไปจึงเน้นการป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมดังนี้
ควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
และป้องกันรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสมองเสื่อมเช่น
โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ให้ได้ดี อย่างต่อเนื่อง
ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งหากต้องกินยาต่างๆ
ไม่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา สารเสพติด
ควรให้ผู้สูงอายุได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆรวมถึงด้านโรคต่างๆสม่ำเสมอ
ส่งเสริมให้ทำกิจกรรม เพื่อกระตุ้นสมองเช่น เล่นดนตรี เล่นเกม เต้นรำ
ให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง
(อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่)
ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
ผู้สูงอายุควรพบปะญาติพี่น้องเพื่อนฝูง
และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเป็นประจำ
กระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมที่ช่วยชะลอการเสื่อมของร่างกายเข่น
เดินเล่น วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน
ภาคผนวก IQCODE ฉบับสั้น
IQCODE (Informant Questionnaire on
Cognitive Decline in the Elderly):
ขอให้ท่านนึกถึงสภาพของผู้สูงอายุเมื่อ
10 ปีก่อนเทียบกับปัจจุบัน คำถามต่อไปนี้จะถาม
เกี่ยวกับการใช้ความจำและสติปัญญาการทำงานของผู้สูงอายุใน 10
ปีก่อนเทียบกับปัจจุบันว่าผู้สูงอายุ (ท่าน) สามารถใช้ความจำได้ “ดีขึ้น, เท่าเดิม หรือเลวลง”
ทั้งนี้ถ้าท่านผู้สูงอายุชอบลืมวางของทิ้งบ่อยๆมาตั้งแต่หนุ่มสาวแล้วและก็ยังลืมวางของทิ้งไว้บ่อยๆจนถึงปัจจุบันโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายลงก็ให้ถือว่า
“เท่าเดิม” ให้สังเกตดูอาการต่างๆเหล่านี้ในปัจจุบันโดยเปรียบเทียบกับเมื่อ
10 ปีก่อน
ถ้าผลการประเมินพบว่า “แย่ลง (มากกว่า 3)” ผู้ถูกประเมินหรือผู้สูงอายุควรไปพบแพทย์
/ไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ได้ตรวจประเมินการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมที่แน่นอนตั้งแต่เนิ่นๆ
เพราะการรักษาดูแลแต่เนิ่นๆจะช่วยให้ได้ประสิทธิภาพการรักษาที่จะคงคุณภาพชีวิตของทั้งผู้
ป่วยและของผู้ดูแล
วิกิโรควิกิยาสุขภาพเด็กสุขภาพผู้สูงอายุสุขภาพผู้หญิงและความงามเกร็ดสุขภาพสุขภาพทั่วไปเพศศึกษาBLOG
ที่มา
http://haamor.com/th/โรคสมองเสื่อม/
โรคแพนิค : Panic disorder
โรคแพนิค หรือ panic disorder จัดเป็นภาวะทางจิตเวชที่พบได้บ่อยเป็นลำดับต้นๆ
ในคลินิกจิตเวชเกือบทุกโรงพยาบาลทีเดียว !!!
แต่ปัญหาโลกแตกอย่างหนึ่งสำหรับโรคแพนิคก็คือ
มันไม่มีชื่อภาษาไทยอย่างเป็นทางการ :( จึงมีการเรียกชื่อไปหลายๆ แบบ เช่น “โรคตื่นตระหนก” “โรคหัวใจอ่อน”
“โรคประสาท(ลง)หัวใจ” “โรคใจบ่ดี (ภาษาเหนือ)”
เป็นต้น ทำให้เวลาที่จะอธิบายให้ผู้ป่วยหรือคนทั่วไปฟังจึงไม่รู้ว่าจะใช้ชื่อว่าโรคอะไร
ในที่นี้ผมจึงขอเรียกแบบทับศัพท์ไปว่า “โรคแพนิค” ล่ะกันนะครับ
พบได้บ่อยแค่ไหน
* พบได้ร้อยละ 2-5 ในประชากรทั่วไป
โดยส่วนใหญ่มักจะพบในช่วงวัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ตอนต้น
* พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2.3 เท่า
ยิ่งกังวลยิ่งเป็น
สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจสำหรับโรคแพนิคคือ
โรคแพนิคไม่ใช่โรคหัวใจ ไม่อันตรายถึงตายหรือพิการ
อาการที่เป็นก็จะมีเพียงเท่าที่กล่าวมาเท่านั้น
ที่ต้องเน้นย้ำตรงนี้เพราะโรคแพนิคนี้ยิ่งผู้ป่วยกังวลว่าจะเป็น (หรือกังวลว่าจะตาย
จะเป็นโรคหัวใจ จะช็อคหรือเปล่า ฯลฯ) ก็จะยิ่งเป็นบ่อยขึ้น พูดง่ายๆ คือยิ่งกังวล
(เกี่ยวกับโรค) มากเท่าไรก็ยิ่งเป็นบ่อยขึ้นเท่านั้น
สาเหตุ
โรคแพนิคเป็นผลจากทั้งปัจจัยทางด้านร่างกายและจิตใจ
โดยปัจจัยทางด้านร่างกายพบว่า เกิดจากความผิดปกติของระดับสารสื่อประสาท ได้แก่ norepinephrine และ serotonin ในระบบประสาท
รวมทั้งพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของพันธุกรรม
ส่วนสาเหตุทางด้านจิตใจมักพบว่า สัมพันธ์กับเรื่องของความวิตกกังวล (anxiety)
โดยเฉพาะความวิตกกังวลจากการแยกจากคนสำคัญ (separation
anxiety) โดยผู้ป่วยแต่ละรายก็จะให้น้ำหนักความสำคัญของแต่ละปัจจัยแตกต่างกันไป
เช่น บางรายอาจจะไม่มีความกังวลใดๆ เลย แต่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นหลายคน
ก็อาจจะมีอาการได้ เป็นต้น
ลักษณะอาการ
ลักษณะอาการของโรคแพนิคคือ ผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น ใจเต้นแรง แน่นหน้าอก
รู้สึกหายใจขัด เวียนหัว (หรือรู้สึกว่าหัวเบาๆ) ถ้าอาการมากๆ จะมีเหงื่อแตก
มือเย็นเท้าเย็น (หรือชา) ด้วย โดยอาการจะเป็นขึ้นมาแบบทันทีทันใด ชนิดอยู่ดีๆ
ก็เป็นขึ้นมา และจะเป็นมากอยู่ประมาณ 10-15 นาที จากนั้นก็จะค่อยๆ ดีขึ้น และมักจะหายไปในเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
ด้วยอาการที่จะเป็นแบบทันทีและรุนแรงนี่เอง ทำให้ผู้ป่วยหลายๆ
คนตกใจกลัวว่าจะเป็นโรคหัวใจ หรือเป็นโรคร้ายแรงอื่นๆ หรือกลัวว่าจะตายได้
โดยผู้ป่วยจะมีอาการแบบนี้ซ้ำๆ กันหลายครั้ง บางคนอาจเป็น 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
ส่วนบางคนที่เป็นมากอาจจะเป็นวันละหลายๆ ครั้ง ซึ่งผลจากการที่มีอาการแบบนี้บ่อยๆ
จึงทำให้มีผู้ป่วยหลายคนเกิดความกังวลตามมา เช่น กังวลว่าจะมีอาการขึ้นมาอีก
หรือกังวลว่าตัวเองเป็นโรคอะไรบางอย่าง
ปกติ อาการของโรคแพนิคจะสามารถเกิดขึ้นที่ไหนหรือเมื่อไรก็ได้
ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ในบางกรณี
ผู้ป่วยอาจจะเชื่อมโยงอาการกับสถานที่หรือกิจกรรมบางอย่าง
ทำให้ไม่กล้าทำกิจกรรมนั้น หรือไปในสถานที่ที่เคยเกิดอาการ ยกตัวอย่างเช่น
บางคนไม่กล้าออกไปไหนข้างนอกคนเดียว เพราะเคยมีอาการตอนออกไปนอกบ้าน
จึงกลัวว่าหากเป็นอีกจะไม่มีใครช่วย หรือบางคนไม่กล้านั่ง(ขับ)รถ
เพราะครั้งแรกที่มีอาการแพนิคเป็นตอนนั่งรถ เป็นต้น
ผู้ป่วยส่วนใหญ่
เวลาที่เกิดอาการแพนิคครั้งแรกๆ มักจะไปโรงพยาบาล โดยมากแล้วมักเป็นห้องฉุกเฉิน
ซึ่งแพทย์ก็จะตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆ (ซึ่งถูกต้องแล้ว
เพราะโรคแพนิคไม่ใช่โรคหัวใจ) แพทย์จึงอาจจะสรุปไปว่าเกิดจากความเครียด กังวล
หรือบางทีก็บอกว่าเป็นโรคประสาทหัวใจ หัวใจอ่อน (ซึ่งฟังแล้วงงกว่าเดิมว่าคืออะไร?) ทำให้พบว่ากว่าจะได้มาพบจิตแพทย์
ผู้ป่วยหลายคนเคยไปรักษาที่ห้องฉุกเฉินมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4
ครั้ง และไปตรวจทางด้านโรคหัวใจอีกหลายครั้ง จึงไม่แปลกที่ที่โรงพยาบาลของผู้เขียน
เกือบร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคแพนิคจะถูกส่งต่อมาจากแผนกโรคหัวใจอีกที
ใกล้เคียงกับผลการศึกษาวิจัยหลายๆ ชิ้นที่พบว่า ร้อยละ 40-50
ของผู้ป่วยโรคแพนิคจะเคยไปรับการตรวจรักษาที่แผนกอื่นมาแล้วหลายครั้งทั้งสิ้น
(กว่าจะได้มารักษาถูกแผนก)
การตรวจเพิ่มเติม
โดยทั่วไปแล้วหากมีอาการแบบโรคแพนิคนี้ แพทย์อาจจะให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อดูว่ามีเรื่องหัวใจเต้นผิดปกติหรือไม่
เพราะอาจจะมีอาการคล้ายภาวะแพนิคได้ กับตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (thyroid
hormone) เนื่องจากโรคไทรอยด์เป็นพิษก็อาจจะแสดงอาการคล้าย ๆ
กับโรคแพนิคได้เช่นกัน
การรักษา
เวลาที่มีอาการ
เวลาที่มีอาการแพนิค (อาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจขัด และอื่นๆ
นั่นแหละครับ) สิ่งแรกที่ควรทำคือนั่งพัก จากนั้นให้หายใจเข้าออกช้าๆ
เหมือนเวลานั่งสมาธิ เพราะว่าหากยิ่งหายใจเร็ว (หายใจสั้น แต่ถี่)
จะยิ่งทำให้อาการที่เป็นรุนแรงมากขึ้น โดยทั่วไปถ้าสามารถควบคุมการหายใจได้
(หายใจเข้าออกช้าๆ ยาวๆ) ไม่เกิน 15-20 นาที อาการก็มักจะดีขึ้นเอง
ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจจะให้ยาสำหรับรับประทานเวลาที่มีอาการมาด้วย
ก็สามารถกินยาไปด้วยได้
การรักษาโดยการใช้ยา
โดยทั่วไปแล้วยาที่แพทย์ให้จะมี 2 กลุ่มหลักๆ คือ
* ยาเพื่อลดอาการ
ยากลุ่มนี้จะรับประทานเพื่อลดอาการขณะที่เป็น
โดยมากแพทย์มักจะให้มารับประทานในช่วงระยะแรกๆ ที่มารับการรักษา
เนื่องจากยาที่ป้องกันไม่ให้เป็น (ยาข้อถัดไป) ยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่
แต่ยาเพื่อลดอาการจะเป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว จึงให้รับประทานในเวลาที่มีอาการใจสั่น
แน่นหน้าอก หายใจขัด เพื่อช่วยลดอาการเหล่านี้ และทำให้อาการหายไป (หรือพูดง่ายๆ
คือยาในกลุ่มนี้ให้รับประทานเฉพาะเวลามีอาการ
ถ้าไม่มีอาการก็ไม่จำเป็นต้องรับประทาน) ยาที่นิยมใช้ในกลุ่มนี้ได้แก่ Alprazolam และ Clonazepam
* ยาเพื่อป้องกันและรักษา
ยาในกลุ่มนี้ถือเป็นยาตัวหลักที่ใช้ในการรักษา
ยาจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็น ทำให้ความถี่ในการเกิดอาการแพนิคเป็นน้อยลง
และอาการไม่รุนแรงมาก จนค่อยๆ หายไป รวมทั้งช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
แต่ยาในกลุ่มนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2
สัปดาห์ถึงจะเริ่มเห็นผล ดังนั้นในอาทิตย์แรกๆ จะยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก
แพทย์จึงมักให้รับประทานยาเพื่อลดอาการไปด้วย
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยารักษาซึมเศร้า (antidepressant)
ซึ่งมีหลายตัว เช่น fluoxetine หรือ sertraline
เป็นต้น
โดยทั่วไปแล้ว ยาเพื่อป้องกันนี้แนะนำให้รับประทานอย่างน้อย 8 เดือน
แม้ว่าเมื่อรักษาไปสักเดือนสองเดือนผู้ป่วยอาจจะไม่ค่อยมีอาการแล้วก็ตาม
แต่ควรรับประทานยาต่อให้ครบ เพราะจากการศึกษาพบว่า ในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดยาเร็ว
มักมีอาการกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย
ที่มา
http://www.healthtoday.net/thailand/mental/mental_135.html
Agoraphobia
คือ โรคกลัวที่ชุมชน หรือกลัวที่โล่ง
ที่เกิดอาการแล้วจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ หรือหนีไปไหนไม่ได้
กลุ่มโรค
-เป็นโรคเกี่ยวกับ phobia
อยู่ในกลุ่มโรควิตกกังวล แล้วยังอยู่ร่วมในกลุ่มโรคแพนิกด้วย
-Agoraphobia เป็น phobia
แบบ cluster phobia ไม่ใช่ specific
phobia
เป็นกลัวสถานการณ์ได้หลายๆแบบ
กลัวที่โล่งกว้าง หรือที่แคบๆ กลั่วที่สูง ที่ไม่คุ้นเคย ไกลจากบ้าน
แบบกล้วไม่กล้าไปไหนๆ
โดยมีอาการวิตกกังวล อึดอัด
ไม่ปลอดภัย หรือรู้สึกควบคุมไม่ได้ หากเป็นมากจะอยู่แต่กับบ้านไม่ออกไปไหนเป็นปีๆ
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยชอบให้ผู้มาเยี่ยมที่บ้านได้เนื่องจากเป็นบริเวณที่เขาควบคุมได้
และชอบทำงานในที่รู้สึกว่าปลอดภัย
แบ่ง 3 กลุ่มย่อย ร่วมกับ panic disorder
1.Panic disorder {without
agoraphobia}
2.Panic disorder with agoraphobia
3.Agoraphobia {without history of
panic disorder}
ความชุก
USA 5% /ปี และประมาณ 1/3 ของ panic disorder จะดำเนินโรคต่อเป็น agoraphobia
เพศ หญิง:ชาย 2:1
อายุที่พบบ่อย 18-24 ปี วัยรุ่นตอนปลาย หรือผู้ใหญ่ตอนต้น
การดำเนินโรค
พบในวัยรุ่นตอนปลาย มักเรื้อรัง
อาจเกิดpanic บ่อยทำให้กังวลและกลัว(panic
+agoraphobia)
หากเป็น agoraphobia อย่างเดียว มักเป็นเรื้อรัง อาจมี depressive
disorder, alcohol dependence ร่วมด้วย
กรณีที่มี panic ร่วมด้วยหาก panic หาย agoraphobia
มักหายด้วย
การวินิจฉัย
1.มีความวิตกกังวล
กลัวการอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่ หลีกเลี่ยงได้ลำบาก หรือทำให้อับอาย
หรืออาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ
สิ่งเร้าได้แก่
กลัวการออกนอกบ้านตามลำพัง กลัวการเดินทางแม้ระยะทางสั้นๆ การอยู่ท่ามกลางหมู่คน
การยืนต่อแถว การอยู่บนสะพาน การเดินทางโดยรถเมล์ รถยนต์ รถไฟ เป็นต้น
2.พยายามหลีกเลี่ยง
สถานการณ์นั้นๆ หรือ เผชิญแต่มีความทุกข์ทรมานใจหรือวิตกกังวลกลัวเกิด panic
3.อาการที่เกิด
ไม่ใช่กลัวหรือเผชิญเหตุกา่รณ์เฉพาะอย่างไดอย่างหนึ่ง คือ
ไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชแบบเฉพาะอื่นๆ เช่น Social phobia, specific phobia,
obsessive compulsive disorder, posttraumatic stress disorder, separation
anxiety disorder
อาการที่เกิด
อาการ panic
หน้าซีด เหงื่อออก ตัวเย็น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
กลัวกังวล มือเท้าเย็น หมดแรง อ่อนปวกเปียก ท้องไส้ปั่นป่วน
อาการ : วิงเวียงตาลายมาก
พบมากโดยเฉพาะในกลุ่ม agoraphobia, social phobia,
blood-injury phobia, space phobia
DDx
1.โรคทางกาย
2.Specific phobia ต่างๆ
3.panic in Postraumatic stress
disorder
4.panic in Depression, Psychotic
disorder, depersonalization disorder, somatoform disorder etc.
การรักษา
ได้ผลดี ด้วยยาและ cognitive behavioral therapy
1. ยาแก้ซึมเศร้า
นิยมให้เป็นยาขนานแรก
SSRI: Fluoxetine เริ่มที่
10 mg/day เพิ่มได้ถึง 20-40 mg/day od เช้า
TCA:imipramine เริ่มที่
25 mg/day 1 สัปดาห์ เพิ่ม 25 mg q สัปดาห์
จนคุมได้ปกติใช้ 50-75 mg
2.การเริ่มใช้ยามักให้ antidepressant
ร่วมกับ benzodiazepine ตั้งแต่แรกถึง 4-6 สัปดาห์ รอคุมอาการได้ดี และยา antidepressant ออกฤทธิ์เต็มที่ค่อยๆ
benzodiazepine
การให้ยาต่อ อีกอย่างน้อย 12 เดือน แล้วค่อยๆลดยาลง 2-6
เดือน หากไม่มีอาการให้หยุดยาได้
3.การรักษาอื่น
พฤติกรรมบำบัด
ลองอยู่ในที่กลัวในสถานที่ทดลอง exposure in
vivo
ฝึกการผ่อนคลายเมื่อเกิด hyperventilation
Ex ตัวอย่างการให้ยา agoraphobia
c panic เช่น
Fluoxetine 20 1 hs
Nortriptyline 25 2 hs
Perphenazine 4 mg 1 hs
Alprazolam 0.5 ½ t bid, 1 t hs
แล้วค่อยปรับกันไป